ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายบ้านคงเริ่มเครียดและกังวลใจไม่น้อย เมื่อลูกรักกำลังจะถึงวัยต้องก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนอนุบาล หลายคนกลัวว่าลูกจะร้องไห้กระจอแจ เข้ากับเพื่อนไม่ได้ หรือยังดูแลตัวเองเบื้องต้นไม่ไหว ในฐานะหมอเด็กและคนใกล้ชิดครอบครัว ผมมักจะเจอคำถามนี้บ่อยมากในห้องตรวจว่า ลูกเราพร้อมจริงๆ หรือยัง หรือควรจะรอให้อายุถึงเกณฑ์ก่อนดี
ความจริงแล้ว คำว่าพร้อมสำหรับเด็กแต่ละคนไม่ได้วัดกันที่อายุเพียงอย่างเดียวครับ แต่มันคือความพร้อมของร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และทักษะการช่วยเหลือตัวเอง วันนี้ผมเลยอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาลองเช็กพัฒนาการรอบด้านของเจ้าตัวเล็กกันดูครับว่า ลูกเราพร้อมที่จะไปเจอโลกกว้างนอกบ้านหรือยัง เพื่อให้วันแรกของการไปโรงเรียนราบรื่นและมีความสุขที่สุดสำหรับทุกคนในครอบครัว
เช็กความพร้อมทางร่างกายและสุขภาพของเจ้าตัวเล็ก
เรื่องแรกที่มองข้ามไม่ได้เลยคือสุขภาพและร่างกายของเด็กๆ ครับ การไปโรงเรียนหมายถึงการที่ลูกต้องไปอยู่ใน100พ่อแม่พันแม่และเพื่อนๆ อีกมากมาย โอกาสที่จะรับเชื้อโรคหวัดหรือมือเท้าปากจึงมีสูงมาก ดังนั้นพื้นฐานร่างกายต้องแข็งแรงพอสมควร
ลูกช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นได้แค่ไหน
ก่อนจะปล่อยมือลูกให้คุณครูดูแล ลูกควรจะเริ่มช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ได้บ้างแล้ว เช่น การบอกได้ว่าปวดฉี่หรือปวดอึ การถอดกางเกงเบื้องต้น หรือการบอกความต้องการของตัวเองได้ชัดเจน เพราะถ้าสื่อสารไม่ได้ ลูกอาจจะอึดอัดและเครียดได้ง่ายเวลาอยู่ที่โรงเรียน
การนอนหลับและตารางเวลาชีวิตที่สอดคล้อง
เด็กอนุบาลต้องตื่นเช้ากว่าปกติมากครับ ถ้าที่บ้านเคยนอนดึกตื่นสายกันเป็นประจำ ช่วงสัปดาห์แรกของการไปโรงเรียนจะกลายเป็นศึกหนักแน่นอน หมอแนะนำให้เริ่มปรับเวลานอนและตื่นให้เร็วกว่าเดิมล่วงหน้าสักสองสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายของลูกคุ้นชินกับระบบนาฬิกาชีวิตใหม่
เช็กความพร้อมทางอารมณ์และสังคม
การเตรียมตัวด้านจิตใจสำคัญไม่แพ้กันเลยครับ เพราะการต้องห่างจากอกพ่อแม่ไปอยู่กับคนแปลกหน้าเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ในชีวิตเด็กเล็ก
ลูกเคยห่างจากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูหลักบ้างไหม
เด็กที่ติดคุณพ่อคุณแม่แจแบบไม่ยอมให้คลาดสายตาเลย มักจะมีอาการวิตกกังวลเมื่อต้องไปโรงเรียนสูงมากครับ ลองเริ่มฝึกให้ลูกห่างจากเราทีละน้อย เช่น ฝากปู่ย่าตายายดูแลสักสองสามชั่วโมง หรือไปเรียนคลาสสิกสั้นๆ เพื่อให้เขารู้สึกอุ่นใจว่า พ่อแม่ไปแล้วกลับมารับเสมอ ไม่ได้ทิ้งเขาไปไหน
การยอมรับกฎกติกาและการเล่นร่วมกับเพื่อน
ที่โรงเรียนมีเด็กเยอะ ต้องมีการแบ่งของเล่นและรอคิว ถ้าอยู่ที่บ้านลูกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลทุกอย่างต้องได้ดั่งใจ อาจจะต้องเริ่มฝึกการรอคอย การแบ่งปัน และการพูดจาตกลงกันง่ายๆ ตั้งแต่อยู่ที่บ้าน เพื่อให้เขาปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆ ในห้องเรียนได้ดีขึ้น
วิธีเตรียมใจและฝึกซ้อมลูกก่อนเปิดเทอมจริง
เมื่อเช็กแล้วว่ามีจุดไหนที่ลูกยังต้องพัฒนาเพิ่มเติม เรามาดูวิธีเตรียมความพร้อมเชิงรุกกันครับที่จะช่วยให้ลูกอยากไปโรงเรียนด้วยความตื่นเต้นมากกว่าความกลัว
ชวนคุยเรื่องโรงเรียนในแง่บวกผ่านนิทาน
การเล่านิทานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการไปโรงเรียน หรือการเปิดคลิปวิดีโอเด็กๆ ไปโรงเรียนอย่างมีความสุข จะช่วยสร้างจินตนาการที่ดีในหัวของลูก หลีกเลี่ยงการขู่ประเภท เดี๋ยวส่งไปโรงเรียนให้คุณครูตีนะ เพราะจะทำให้ลูกฝังใจและเกลียดโรงเรียนตั้งσόแต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าเข้าไป
พาไปสำรวจโรงเรียนและห้องเรียนล่วงหน้า
ถ้ามีโอกาส ลองพาเด็กๆ ไปเดินดูสนามเด็กเล่น ไปทำความรู้จักกับคุณครู หรือไปซื้อชุดนักเรียนและกระเป๋าด้วยกัน ให้เขาได้มีส่วนร่วมในการเลือกซื้อของใช้เหล่านี้ จะช่วยปลุกความรู้สึกเป็นเจ้าของและความภาคภูมิใจ ทำให้เขารู้สึกว่าการไปโรงเรียนคือภารกิจสุดเท่ที่เขากำลังจะได้ทำ
ท้ายที่สุดแล้ว อยากให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจว่าเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการและจังหวะชีวิตที่ไม่เหมือนกันครับ บางคนพร้อมตอนอายุสองขวบครึ่ง แต่บางคนอาจจะพร้อมตอนสามขวบเต็ม ถ้าลูกยังร้องไห้มากหรือไม่พร้อมจริงๆ การพูดคุยกับคุณครูเพื่อหาทางออกทีละน้อย หรือการปรับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกรักโรงเรียนและเติบโตอย่างมีความสุขครับ