ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายบ้านคงเริ่มเครียดและกังวลกันไม่น้อย เมื่อลูกรักกำลังจะถึงวัยต้องก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนอนุบาล บ้างก็เป็นห่วงว่าลูกจะร้องไห้งอแง บ้างก็กลัวว่าน้องจะดูแลตัวเองยังไงไหวเมื่อไม่มีเราอยู่ข้างๆ ในฐานะหมอเด็กและคุณพ่อคนหนึ่ง ผมมักจะเจอคำถามทำนองนี้บ่อยมากที่ห้องตรวจว่า ลูกอายุเท่านี้ควรพร้อมได้หรือยัง?

ความพร้อมของลูก ไม่ได้วัดกันที่อายุตัวเลข

ในความเป็นจริงแล้ว พัฒนาการของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากันครับ การเอาเกณฑ์อายุสามขวบเป๊ะๆ มาเป็นตัวตั้งแล้วส่งเข้าโรงเรียนเลย บางครั้งอาจสร้างความกดดันให้เด็กเกินไป สิ่งที่เราในฐานะคนใกล้ชิดต้องดูคือความพร้อมรอบด้าน ทั้งร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และทักษะการช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้น ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้เด็กปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่แค่การไปนั่งเรียนหนังสือในห้องสี่เหลี่ยม

เช็กพัฒนาการด้านร่างกายและทักษะช่วยเหลือตัวเอง

ก่อนจะตัดสินใจกระเตงลูกไปสมัครเรียน ลองสำรวจกิจวัตรประจำวันของเขาก่อนว่าทำอะไรเองได้บ้างแล้ว เพราะที่โรงเรียนครูคนเดียวคงไม่สามารถดูแลเด็กได้ใกล้ชิดเท่ากับที่บ้าน

  • การขับถ่าย: ลูกเริ่มบอกได้ไหมเวลาปวดฉี่ ปวดอึ หรือสามารถสื่อสารความต้องการของตัวเองได้ชัดเจน
  • การกินอาหาร: น้องสามารถใช้ช้อนตักข้าวกินเองได้ หรือบอกได้ว่าอิ่มหรือยัง
  • การช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้น: สามารถถอดรองเท้า ใส่รองเท้า หรือเก็บของเล่นง่ายๆ ด้วยตัวเองได้บ้าง

สัญญาณเตือนทางอารมณ์และสังคมที่บอกว่าพร้อม

การไปโรงเรียนหมายถึงการต้องเจอเพื่อนและคุณครูแปลกหน้า หากเด็กยังไม่เคยมีประสบการณ์เข้าสังคมเลย อาจจะเกิดความเครียดสูงมาก

  • การแยกจาก: ลูกสามารถอยู่ห่างจากคุณพ่อคุณแม่หรือผู้เลี้ยงหลักได้นานเป็นชั่วโมง โดยไม่ร้องไห้ฟูมฟายตลอดเวลา
  • การเล่นร่วมกับผู้อื่น: เริ่มมีความสนใจอยากเล่นกับเด็กวัยเดียวกัน รู้จักการแบ่งปันของเล่นและรอคอยตามลำดับได้บ้าง
  • การปฏิบัติตามคำสั่งง่ายๆ: เข้าใจและทำตามข้อตกลงสั้นๆ ที่ผู้ใหญ่บอกได้ เช่น เก็บของ เล่นเสร็จแล้วล้างมือ

เตรียมความพร้อมให้ลูกรักอย่างไรดีก่อนเปิดเทอมจริง

หากสำรวจแล้วพบว่าลูกยังมีบางจุดที่ยังไม่พร้อม เราไม่ต้องรอให้ถึงวันเปิดเทอมแล้วค่อยแก้ปัญหา แต่สามารถฝึกฝนล่วงหน้าได้ง่ายๆ ที่บ้าน

เริ่มต้นจากการพาไปเยี่ยมชมโรงเรียนล่วงหน้า เดินดูสนามเด็กเล่น ห้องเรียน เพื่อให้เขารู้สึกคุ้นเคยและลดความกลัว นอกจากนี้ควรฝึกปรับเวลานอนและเวลาตื่นให้ตรงกับตารางเรียนจริงล่วงหน้าอย่างน้อยสองสัปดาห์ เพราะเด็กที่อดนอนมักจะหงุดหงิดและปรับตัวได้ยากกว่าปกติ

เมื่อไหร่ที่ควรปรึกษาแพทย์เรื่องความพร้อมของลูก

หากคุณพ่อคุณแม่ลองฝึกฝนแล้ว แต่พบว่าน้องยังมีพัฒนาการล่าช้าอย่างเห็นได้ชัด เช่น สื่อสารไม่ได้เลยตามวัย ไม่สบตา ควบคุมอารมณ์ไม่ได้รุนแรง หรือมีพฤติกรรมถดถอย การเข้ามาพบกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเพื่อรับการประเมินอย่างละเอียด จะช่วยให้เรามองเห็นแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมและตรงจุดก่อนที่น้องจะไปเผชิญสังคมใหญ่ในโรงเรียน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down