ในห้องตรวจของคลินิก หมอมักจะเจอคนไข้ที่เดินเข้ามาด้วยอาการปวดท้อง ท้องอืด หรือมีเลือดสดๆ ปนมากับอุจจาระ แต่พอซักประวัติลึกลงไป มากกว่าครึ่งมักจะมีจุดเริ่มต้นมาจากเรื่องเดียวกัน นั่นคือ ความกลัวที่จะต้องเข้าห้องน้ำ จนกลายเป็นพฤติกรรมการกลั้นอุจจาระเนื่องจากความกลัวการขับถ่ายอย่างเรื้อรัง ซึ่งฟังดูอาจเป็นเรื่องเล็กในตอนแรก แต่ในระยะยาวมันคือจุดเริ่มต้นของสารพัดโรคทางเดินอาหารที่สร้างความทรมานไม่น้อยเลยทีเดียว
ทำไมอยู่ดีๆ ถึงเกิดอาการกลัวการขับถ่ายขึ้นมาได้?
ความกลัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มักจะมีสาเหตุฝังใจ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ท้องผูกรุนแรงจนอุจจาระแข็งมาก เวลาถ่ายแล้วเจ็บก้นเหมือนมีใบมีดกรีด หรือคนไข้ที่มีแผลปริที่ขอบทวารหนัก (Anal Fissure) และโรคริดสีดวงทวาร เมื่อการขับถ่ายแต่ละครั้งกลายเป็นความทรมาน สมองและร่างกายจึงสร้างกลไกการป้องกันตัวเองโดยอัตโนมัติ สั่งให้เราหนี และเลือกที่จะอั้นเอาไว้เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดในนาทีนั้น
วงจรอุบาทว์เมื่อเรายิ่งกลั้น อุจจาระก็ยิ่งแข็งและเจ็บกว่าเดิม
พอเราเลือกที่จะกลั้นอุจจาระ สมองส่วนที่คุมการขับถ่ายจะเริ่มชินชา ลำไส้ใหญ่จะทำหน้าที่ดูดน้ำกลับจากก้อนอุจจาระที่ค้างอยู่นานเกินไป ผลลัพธ์ที่ได้คือก้อนอุจจาระที่เคยนุ่ม กลับแห้ง แข็ง และมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เมื่อถึงเวลาที่กลั้นไม่ไหวแล้วต้องถ่ายจริงๆ การขับFก้อนอุจจาระที่แข็งและใหญ่ยักษ์นี้ออกมาย่อมเจ็บปวดรุนแรงยิ่งกว่าครั้งก่อน กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำให้เรากลัวการเข้าห้องน้ำหนักขึ้นไปอีก และยิ่งกลั้นซ้ำๆ ลำไส้ก็ยิ่งสูญเสียการทำงานตามธรรมชาติไปเรื่อยๆ
ผลกระทบเงียบๆ ที่ร่างกายต้องแบกรับจากการอั้นอุจจาระ
การตามใจความกลัวด้วยการอั้นอุจจาระ ส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่าที่คิด ผลกระทบที่หมอพบ่อยๆ มีดังนี้
- แผลปริที่ขอบทวารหนักและริดสีดวง: เกิดจากการที่ก้อนอุจจาระแข็งเสียดสีและดันผ่านเยื่อบุผิวที่บอบบางจนเกิดแผลฉีกขาดและหลอดเลือดขยายตัว
- ลำไส้ใหญ่สูญเสียการทำงาน: เมื่อผนังลำไส้ถูกยืดออกเรื่อยๆ จนชินกับการมีอุจจาระค้างเติ่ง เส้นประสาทรับความรู้สึกจะเริ่มด้านชา ทำให้ปวดอุจจาระน้อยลง และถ่ายเองไม่ได้ในที่สุด
- สารพิษตกค้างและอาการท้องอืดเรื้อรัง: การหมัก 5-7 วันในลำไส้ใหญ่ทำให้เกิดแก๊ส ท้องอืด แน่นท้อง อารมณ์หงุดหงิด และรู้สึกไม่สบายตัวตลอดเวลา
วิธีตัดวงจรความกลัวและปรับพฤติกรรมการขับถ่ายใหม่ให้ราบรื่น
การแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุดคือการทำลายความกลัวด้วยความเข้าใจและการปรับพฤติกรรมทีละน้อย หมออยากแนะนำแนวทางปฏิบัติเบื้องต้นที่ช่วยได้จริงดังนี้ครับ
- ทำให้อุจจาระนุ่มขึ้นทันที: ดื่มน้ำเปล่าให้มากๆ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร และเพิ่มกากใยจากผักผลไม้สด เพื่อไม่ให้ก้อนอุจจาระแข็งตัวจนบาดเวลาขับถ่าย
- ปรับท่านั่งในห้องน้ำ: ใช้เก้าอี้ตัวเล็กๆ วางรองเท้าให้เข่าอยู่สูงกว่าสะโพก (ท่านั่งยองจำลอง) ท่านี้จะช่วยให้ลำไส้ตรงและออกแรงเบ่งน้อยลงมาก
- ฝึกเวลาขับถ่ายใหม่: นั่งห้องน้ำช่วงเวลาเดิมทุกวัน เช่น หลังมื้ออาหารเช้า 15-20 นาที แม้จะยังไม่ปวดก็ให้นั่งผ่อนคลาย เพื่อฝึกให้ลำไส้จดจำจังหวะเวลา
- ใช้ตัวช่วยชั่วคราว: หากยังเจ็บแผลที่ก้น แพทย์อาจพิจารณาให้ยาระบายชนิดนิ่ม (Stool Softener) เพื่อช่วยให้อุจจาระไหล 4 ผ่านได้ง่ายโดยไม่ต้องออกแรงและไม่เจ็บ
อาการแบบไหนที่ปล่อยไว้ไม่ได้ ต้องมาปรึกษาแพทย์
หากคุณลองปรับเรื่องอาหารและการดื่มน้ำแล้ว แต่ยังมีอาการกลัวการขับถ่ายร่วมกับสัญญาณเตือนเหล่านี้ หมอแนะนำว่าไม่ควรปล่อยไว้ควรรีบมาตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
- มีเลือดสดหยดตามหลังอุจจาระหรือติดกระดาษชำระต่อเนื่องกันหลายวัน
- คลำเจอก้อนเนื้อนูนที่ขอบทวารหนักและปวดบวมตลอดเวลา
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการปวดท้องรุนแรงร่วมด้วย
- มีไข้ร่วมกับอาการปวดบริเวณทวารหนัก ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อหรือฝีคัณฑสูตร