เวลาที่คนเราต้องสูญเสียคนที่รักที่สุดในชีวิตไปอย่างไม่มีวันกลับ ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ คู่ชีวิต หรือลูก ความรู้สึกแรกที่วิ่งเข้ามาชนมักไม่ใช่แค่ความเสียใจธรรมดา แต่เป็นความว่างเปล่า ชาชะงัก และเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงตรงหน้า ในฐานะหมอที่นั่งฟังเรื่องราวความเจ็บปวดในห้องตรวจมาหลายปี สิ่งหนึ่งที่อยากบอกกับทุกคนที่กำลังเผชิญกับช่วงเวลาแบบนี้คือ ความเศร้าโศกเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ และเราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเสียใจ
แต่เส้นแบ่งระหว่างการเสียใจตามธรรมชาติกับการก้าวเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าหลังเผชิญความสูญเสียนั้น บางครั้งก็บางเบามากจนเราอาจไม่รู้ตัวว่าแผลในใจนั้นลุกลามกลายเป็นโรคทางกายและใจไปเสียแล้ว วันนี้เรามาลองทำความเข้าใจเรื่องนี้ด้วยกันแบบภาษาคนคุยกัน เพื่อที่เราจะโอบกอดตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างถูกวิธี
ความเสียใจทั่วไปกับภาวะซึมเศร้า ต่างกันอย่างไรที่เราต้องรู้
การสูญเสียทำให้เราใจสลาย ร้องไห้ฟูมฟาย นอนไม่หลับ ไม่อยากกินข้าว อาการเหล่านี้คือความเศร้าโศกตามธรรมชาติหรือ Grief ที่ทุกคนต้องเจอ เมื่อเวลาผ่านไป แผลใจจะเริ่มตกสะเก็ด แม้จะยังมีคิดถึงและร้องไห้บ้าง แต่เรายังสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน ทำงาน หรือยิ้มได้ในบางโมเมนต์
แต่ถ้าเป็นภาวะซึมเศร้าหลังเผชิญความสูญเสีย หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า Prolonged Grief Disorder หรือภาวะซึมเศร้าจากการสูญเสียที่ยาวนานเกินปกติ ความเจ็บปวดนั้นจะไม่ลดลงเลยแม้เวลาจะผ่านไปหลายเดือน ความรู้สึกผิดยังคงกัดกิน รู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมายอีกต่อไป และหลายคนคิดว่าตัวเองไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อที่จะได้ตามคนที่จากไป
สัญญาณเตือนจากร่างกายและจิตใจ เมื่อความเศร้ากลายเป็นโรค
เวลาที่คนไข้เดินเข้ามาปรึกษาด้วยเรื่องนี้ อาการมักไม่ได้แสดงออกแค่ทางใจ แต่ส่งผลสะท้อนออกมาทางร่างกายอย่างชัดเจน หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการเหล่านี้ติดต่อกันนานเกินกว่าหกเดือนหลังการสูญเสีย นั่นคือสัญญาณเตือนที่ควรหันมาใส่ใจอย่างจริงจัง
- จมดิ่งอยู่กับความรู้สึกผิดและความคิดวนเวียน: มักโทษตัวเองตลอดเวลาว่าทำไมวันนั้นถึงไม่ทำแบบนั้น ทำไมถึงดูแลเขาไม่ดีพอ
- ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์: ไม่ยอมพบปะผู้คน ปฏิเสธการเข้าสังคม และเก็บตัวอยู่แต่ในพื้นที่ที่เคยมีความทรงจำร่วมกัน
- ความสุขในชีวิตหายไปอย่างไร้ร่องรอย: ไม่มีความรู้สึกยินดีกับอะไรอีกเลย โลกกลายเป็นสีเทาและไร้ชีวิตชีวา
- ปัญหาสุขภาพกายรุมเร้า: นอนไม่หลับเรื้อรัง น้ำหนักลดฮวบเพราะเบื่ออาหาร ภูมิคุ้มกันต่ำลงจนเจ็บป่วยบ่อย
วิธีดูแลจิตใจตัวเองในวันที่สูญเสียและไร้เรี่ยวแรง
การเยียวยาจิตใจคนที่สูญเสียสิ่งที่รักมากที่สุด ไม่ใช่เรื่องที่จะบังคับให้เขากลับมาร่าเริงได้ในชั่วข้ามคืน สิ่งสำคัญที่สุดคือการอนุญาตให้ตัวเองได้รู้สึก อนุญาตให้ร้องไห้ และไม่ต้องรีบเร่งที่จะเข้มแข็ง
ลองเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่าความรู้สึกเจ็บปวดเหล่านี้คือราคาที่เราต้องจ่ายให้กับความรักที่เรามีให้กัน การเก็บความรู้สึกไว้ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น การได้พูดคุยระบายความรู้สึกกับเพื่อนที่ไว้ใจ หรือการเขียนไดอารี่ระบายความในใจออกมา เป็นการระบายความดันในหม้อต้มอารมณ์ที่ไม่ให้มันระเบิดออกมาในรูปแบบของโรคซึมเศร้า
เมื่อไหร่ที่ควรพาตัวเองหรือคนรอบข้างไปพบจิตแพทย์
หลายคนยังมีความกลัวและคิดว่าการไปหาหมอจิตแพทย์แปลว่าเป็นคนบ้า แต่ในความเป็นจริงแล้ว จิตแพทย์คือเพื่อนคู่คิดที่จะช่วยจัดระเบียบความคิดและสารสื่อประสาทในสมองที่กำลังรวนจากการช็อกครั้งใหญ่
ถ้าหากอาการเศร้าโศกนั้นเริ่มรุนแรงจนลุกลามถึงขั้นคิดอยากทำร้ายตัวเอง นอนไม่หลับติดต่อกันหลายวันจนสมองล้า หรือไม่สามารถลุกขึ้นมาอาบน้ำกินข้าวได้เลย นั่นคือจุดที่เราต้องยอมรับความช่วยเหลือ การใช้ยาร่วมกับการพูดคุยบำบัดจิตใจ จะช่วยดึงพลังชีวิตที่หล่นหายไปให้กลับคืนมาทีละน้อย เพื่อให้เราสามารถก้าวเดินต่อไปได้ แม้จะไม่มีเขาอยู่ข้างกายแล้วก็ตาม