คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงกังวลใจไม่น้อย เวลาลูกน้อยแรกเกิดไม่ยอมถ่าย หรือมีอาการท้องผูกตั้งแต่เล็กๆ บางทีลูกก็งอแง ท้องป่อง ดูไม่สบายตัวเอาเสียเลย อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิด” หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า Hirschsprung's disease ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ไม่บ่อยนัก แต่มีความสำคัญและจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง
โรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิดคืออะไรกันแน่?
โรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิด เป็นภาวะที่ลำไส้ใหญ่บางส่วนขาดเซลล์ประสาท หรือที่เรียกว่า "แกงเกลียนเซลล์" (ganglion cells) ซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุมการบีบตัวของลำไส้เพื่อให้ของเสียเคลื่อนที่ไปตามปกติ ลองนึกภาพว่าลำไส้ของเรามีระบบไฟฟ้าที่ช่วยให้มันทำงานได้ แต่ในภาวะนี้บางส่วนของลำไส้กลับไม่มีระบบไฟฟ้านั้น ทำให้ลำไส้ส่วนนั้นไม่สามารถบีบตัวได้ตามปกติ ส่งผลให้อุจจาระไม่สามารถเคลื่อนผ่านไปได้ สะสมค้างอยู่ด้านบนของลำไส้ส่วนที่เสีย ทำให้ลำไส้ส่วนที่อยู่เหนือขึ้นไปเกิดการขยายตัว โป่งพองออก เพื่อพยายามดันอุจจาระให้ผ่านไปนั่นเอง
ทำไมลูกน้อยถึงเป็นโรคนี้ได้? สาเหตุมาจากอะไร?
โรคนี้เป็นภาวะที่เกิดขึ้นตั้งแต่ลูกน้อยยังอยู่ในครรภ์มารดา ไม่ได้เกิดจากการที่พ่อแม่ทำอะไรผิด หรือเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ มันเป็นความผิดปกติในการพัฒนาของเซลล์ประสาทในลำไส้ใหญ่ขณะที่ทารกกำลังก่อร่างสร้างตัว ทำให้ลำไส้บางส่วนไม่มีเซลล์ประสาทเหล่านี้ และเป็นสาเหตุของปัญหาการขับถ่ายที่ตามมา
สัญญาณบอกเหตุที่พ่อแม่ต้องสังเกต: ลูกน้อยเข้าข่ายหรือไม่?
อาการของโรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิดอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความยาวของลำไส้ที่ได้รับผลกระทบ
ทารกแรกเกิด: สัญญาณอันตรายที่ห้ามละเลย
- ไม่ถ่ายขี้เทา (meconium) ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด: นี่คือสัญญาณสำคัญที่สุดที่คุณหมอและพยาบาลจะสังเกตได้
- ท้องผูกรุนแรง: ลูกอาจไม่ถ่ายเป็นวันๆ หรือถ่ายยากมากๆ ต้องเบ่งมาก
- ท้องอืด ท้องป่อง: เนื่องจากอุจจาระและแก๊สสะสมอยู่ในลำไส้
- อาเจียน: โดยเฉพาะอาเจียนเป็นสีเขียวปนเหลือง (น้ำดี)
- ไม่ยอมกินนม หรือดูดนมน้อยลง: เพราะรู้สึกอึดอัดแน่นท้อง
- มีไข้ร่วมด้วย: อาจบ่งบอกถึงภาวะแทรกซ้อนที่เรียกว่าลำไส้อักเสบ (enterocolitis) ซึ่งเป็นอันตราย
เด็กโตขึ้นมาหน่อย: ท้องผูกเรื้อรัง อาจเป็นสัญญาณ
- ท้องผูกเรื้อรัง: เป็นปัญหาหลักที่พ่อแม่พามารพ.
- ไม่เจริญเติบโตตามวัย (failure to thrive): น้ำหนักน้อย ตัวเล็กกว่าเพื่อนร่วมวัย
- มีภาวะลำไส้อักเสบซ้ำๆ: ท้องเสียรุนแรง มีไข้ ท้องอืด
คุณหมอจะตรวจหาโรคนี้ได้อย่างไร?
เมื่อลูกน้อยมีอาการน่าสงสัย คุณหมอจะทำการตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันโรค ซึ่งอาจรวมถึง
- การตรวจร่างกาย: คลำท้องเพื่อดูว่าท้องป่องหรือไม่ และอาจมีการตรวจทางทวารหนัก
- เอกซเรย์ช่องท้อง: เพื่อดูการสะสมของแก๊สและอุจจาระในลำไส้
- การสวนแป้งทางทวารหนัก (Barium enema): เป็นการฉีดสารทึบแสงเข้าไปในลำไส้ใหญ่ แล้วทำการเอกซเรย์ เพื่อดูลักษณะและขนาดของลำไส้ที่โป่งพองและส่วนที่ตีบ
- การตัดชิ้นเนื้อเยื่อลำไส้ใหญ่ (Rectal biopsy): นี่คือวิธีการวินิจฉัยที่ยืนยันผลได้ดีที่สุด โดยการตัดชิ้นเนื้อเยื่อขนาดเล็กบริเวณทวารหนักไปตรวจหาเซลล์ประสาทในห้องปฏิบัติการ หากไม่พบเซลล์ประสาท ก็ยืนยันได้ว่าเป็นโรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิด
เมื่อพบโรคแล้ว...คุณหมอจะรักษาลูกน้อยอย่างไร?
การรักษาหลักสำหรับโรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิดคือ การผ่าตัด โดยมีเป้าหมายคือการตัดลำไส้ส่วนที่ไม่มีเซลล์ประสาทออกไป แล้วนำลำไส้ส่วนที่มีเซลล์ประสาทปกติมาเชื่อมต่อกัน เพื่อให้ลำไส้สามารถทำงานได้ตามปกติ เด็กส่วนใหญ่สามารถกลับมาขับถ่ายได้ดีขึ้นหลังการผ่าตัด
หลังผ่าตัดรักษา: สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้และการดูแลต่อเนื่อง
หลังการผ่าตัด ลูกน้อยจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด และอาจต้องมีการติดตามผลกับคุณหมอเป็นระยะ แม้จะผ่าตัดแล้ว เด็กบางคนอาจยังมีปัญหาท้องผูกเป็นครั้งคราว หรืออาจเกิดภาวะลำไส้อักเสบขึ้นได้บ้าง คุณพ่อคุณแม่จึงต้องคอยสังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง และปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด
อาการแบบไหนที่ต้องรีบพาลูกไปหาหมอทันที?
หากลูกน้อยมีอาการเหล่านี้หลังการวินิจฉัยหรือหลังผ่าตัด ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
- ปวดท้องรุนแรง ท้องอืดมาก
- มีไข้สูง
- ถ่ายอุจจาระปนเลือด หรือมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ
- อาเจียนไม่หยุด หรืออาเจียนเป็นน้ำดี
- ดูอ่อนเพลีย ซึม ไม่ยอมกินนมหรืออาหาร
โรคลำไส้ใหญ่โป่งพองแต่กำเนิดอาจฟังดูน่ากังวล แต่ด้วยการวินิจฉัยที่รวดเร็วและการรักษาที่เหมาะสม ลูกน้อยก็สามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลใจมากเกินไป หากมีข้อสงสัยหรือไม่สบายใจ ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อรับคำแนะนำและการดูแลที่ถูกต้องอยู่เสมอ