โรคโครห์นคืออะไร ทำไมถึงไม่ใช่แค่โรคท้องเสียธรรมดา
หลายคนเวลาปวดท้อง ท้องเสีย หรือน้ำหนักลด ฮวบฮาบ มักจะคิดว่าเป็นเพราะอาหารเป็นพิษหรือลำไส้แปรปรวนทั่วไป แต่ถ้าอาการเหล่านี้เป็นๆ หายๆ เรื้อรังและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อาจมีผู้ร้ายตัวจริงที่ซ่อนอยู่ นั่นคือโรคโครห์น ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคในกลุ่มลำไส้อักเสบเรื้อรังที่สร้างความปวดหัวให้กับทั้งคนไข้และหมอมานักต่อนักแล้ว
โรคนี้มีความพิเศษและน่ากลัวตรงที่มันสามารถเล่นงานระบบทางเดินอาหารได้ตั้งแต่ปากไปจนถึงทวารหนัก แต่จุดที่พบบ่อยที่สุดคือลำไส้เล็กส่วนปลายและลำไส้ใหญ่ ความอักเสบไม่ได้เป็นแค่ผิวเผิน แต่มันกินลึกเข้าไปถึงชั้นเนื้อเยื่อของลำไส้ ทำให้เกิดแผล บวม และในระยะยาวอาจทำให้ลำไส้ตีบตันหรือเกิดรูทะลุได้
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าคุณอาจกำลังเผชิญกับโรคโครห์น
เวลาที่หมอตรวจคนไข้ที่เป็นโรคโครห์น อาการมักจะไม่ได้มาแบบตูมเดียวหาย แต่จะค่อยๆ คุกคามจนรบกวนชีวิตประจำวัน อาการหลักๆ ที่ต้องสังเกตให้ดีมีดังนี้
- ปวดท้องเรื้อรัง: มักจะปวดบริเวณรอบสะดือหรือท้องน้อยด้านขวา บางคนปวดจนต้องงอตัว
- ท้องเสียเรื้อรัง: ถ่ายเหลวติดต่อกันนานเกินกว่า 4 สัปดาห์ บางครั้งมีมูกเลือดปน
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ: เพราะร่างกายดูดซึมสารอาหารไม่ได้จากภาวะอักเสบ
- อ่อนเพลียไม่มีแรง: มักเกิดจากภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือดเรื้อรังหรือขาดวิตามิน
- มีไข้ต่ำๆ และเบื่ออาหาร: เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่สู้กับการอักเสบ
ใครบ้างคือกลุ่มเสี่ยงและอะไรคือต้นเหตุที่แท้จริง
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันทางการแพทย์จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดว่าอะไรคือตัวการที่ทำให้เกิดโรคโครห์น แต่เราพบว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงานผิดปกติ คล้ายกับว่าภูมิคุ้มกันเข้าใจผิดว่าเนื้อเยื่อลำไส้ของตัวเองเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงหันมาโจมตีและสร้างการอักเสบขึ้นมาเอง
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง หากในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้ ความเสี่ยงก็จะสูงขึ้น รวมถึงปัจจัยกระตุ้นจากสิ่งรอบตัว เช่น การสูบบุหรี่ ความเครียดสะสม และการรับประทานอาหารบางประเภทที่อาจไปกระตุ้นการอักเสบในลำไส้
วิธีรักษาจากหมอ: ควบคุมอาการและคืนชีวิตปกติให้ลำไส้
เป้าหมายหลักของการรักษาโรคโครห์นไม่ใช่การรักษาให้หายขาดในทันที เพราะโรคนี้มีลักษณะเรื้อรังและมักจะกำเริบสลับกับสงบเป็นระยะ แต่เป้าหมายคือการทำให้โรครอดพ้นจากช่วงกำเริบ ลดการอักเสบ ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และทำให้คนไข้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ใกล้เคียงคนปกติมากที่สุด
หมอจะเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการใช้ยา เช่น ยาลดการอักเสบเฉพาะที่ ยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อหยุดการทำงานที่เลยเถิดของระบบภูมิคุ้มกัน หรือในปัจจุบันมีความก้าวหน้าเรื่องยากลุ่มชีววัตถุที่พุ่งเป้าไปที่สารก่อการอักเสบโดยตรง ซึ่งได้ผลดีมากในคนไข้หลายคน
การผ่าตัดทางเลือกสุดท้ายเมื่อยาเอาไม่อยู่
ในกรณีที่ตัวโรคมีความรุนแรงมาก เช่น เกิดภาวะลำไส้อุดตัน มีแผลทะลุ หรือมีหนองฝีในช่องท้อง การรักษาด้วยยาอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หมอจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องการผ่าตัดเพื่อตัดเอาส่วนของลำไส้ที่เสียหายออก เพื่อให้คนไข้พ้นจากภาวะอันตราย แม้การผ่าตัดจะช่วยได้มาก แต่โรคนี้ก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกในส่วนอื่นของลำไส้
ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการกินอย่างไรให้อยู่ร่วมกับโรคนี้ได้
การดูแลตัวเองนอกเหนือจากการกินยาตามหมอสั่งคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดความถี่ในการกำเริบของโรค
- เลือกอาหารที่ย่อยง่าย: หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารรสจัด นมวัว หรือไฟเบอร์ชนิดหยาบในช่วงที่ลำไส้อักเสบ
- งดสูบบุหรี่เด็ดขาด: เพราะการสูบบุหรี่ทำให้อาการของโรคแย่ลงและเพิ่มโอกาสต้องผ่าตัด
- จัดการความเครียด: ความเครียดมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการทำงานของลำไส้ การฝึกผ่อนคลายจึงช่วยได้มาก
- ติดตามอาการกับหมออย่างสม่ำเสมอ: การตรวจเลือดหรือส่องกล้องติดตามอาการเป็นระยะช่วยให้ปรับแผนรักษาได้ทันท่วงที