เวลาที่ลูกหลานหรือคนใกล้ตัวเริ่มมีตุ่มใสๆ ขึ้นตามเนื้อตามตัว สิ่งแรกที่เรามักจะนึกถึงและแอบกังวลกันบ่อยๆ คือ โรคอีสุกอีใสใช่ไหมล่ะครับ ด้วยความที่โรคนี้ติดต่อง่ายและมักจะมาพร้อมกับอาการไข้ ทำให้หลายคนตื่นตระหนก แต่ในมุมมองของหมอแล้ว ตุ่มผิวหนังที่หน้าตาคล้ายอีสุกอีใสไม่ได้มีแค่โรคเดียวเสมอไปครับ
ในห้องตรวจของคลินิก หมอเองเจอเคสที่เข้าใจผิดคิดว่าเป็นอีสุกอีใสอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งความจริงแล้วเจ้าตุ่มใสพวกนี้อาจเป็นโรคอื่นที่มีวิธีดูแลรักษาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง วันนี้หมอเลยอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการวินิจฉัยแยกโรคจากอีสุกอีใส เพื่อจะได้รู้ทัน แยกแยะได้ถูกต้อง และดูแลตัวเองหรือคนในครอบครัวได้อย่างเหมาะสมครับ
อีสุกอีใสคืออะไร และมีจุดสังเกตตรงไหนที่เด่นชัดที่สุด?
ก่อนที่เราจะไปเทียบกับโรคอื่น หมอขอทวนภาพจำของอีสุกอีใส (Chickenpox) ให้เห็นภาพตรงกันก่อนครับ โรคนี้เกิดจากไวรัส VZV ที่มักจะเริ่มด้วยอาการไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย แล้วตามด้วยผื่นแดงที่จะค่อยๆ กลายเป็นตุ่มนูน ตุ่มน้ำใส และตกสะเก็ดในเวลาต่อมา
จุดสังเกตสำคัญที่สุดที่หมอใช้แยกอีสุกอีใสออกจากโรคอื่น มีอยู่ 3 ข้อหลักๆ คือ:
- พัฒนาการของตุ่มในที่เดียวกัน: ในบริเวณผิวหนังจุดเดียวกัน เราจะเห็นตุ่มหลายระยะอยู่ปะปนกัน ทั้งตุ่มแดง ตุ่มน้ำใส และสะเก็ดพร้อมๆ กัน ซึ่งต่างจากโรคอื่นที่ตุ่มมักจะหน้าตาเหมือนกันหมดทุกจุด
- ตำแหน่งเริ่มต้นของผื่น: มักจะเริ่มขึ้นที่ลำตัว ใบหน้า หรือหนังศีรษะก่อน แล้วค่อยกระจายออกไปยังแขนขา ไม่ค่อยเริ่มที่มือหรือเท้าแบบเด่นชัด
- อาการคันและไข้: มักมีไข้ร่วมกับผื่น และมีอาการคันค่อนข้างมากในช่วงที่ตุ่มกำลังขึ้น
งูสวัด: พี่น้องร่วมสายพันธุ์ไวรัสที่ชอบขึ้นเป็นแถบยาว
โรคแรกที่หมอต้องนึกถึงเสมอเวลาตรวจคนไข้ที่มีตุ่มน้ำใส คือโรคงูสวัด (Shingles) หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงหน้าตาคล้ายกัน นั่นเป็นเพราะมันเกิดจากเชื้อไวรัสตัวเดียวกันกับอีสุกอีใสครับ! หลังจากที่เราเคยเป็นอีสุกอีใสหายแล้ว เชื้อตัวนี้จะหลบซ่อนอยู่ในปมประสาท และรอวันที่ร่างกายภูมิคุ้มกันตกค่อยกลับมาอาละวาดใหม่
วิธีแยกความต่าง: งูสวัดจะไม่กระจายทั่วตัวแบบอีสุกอีใส แต่จะขึ้นเป็นกลุ่มตุ่มน้ำใสเรียงตัวยาวตามแนวเส้นประสาทของร่างกาย มักจะอยู่แค่ซีกใดซีกหนึ่งของลำตัว ใบหน้า หรือหลัง และที่สำคัญคือมักจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนที่ผิวหนังบริเวณนั้นนำมาก่อนที่ผื่นจะขึ้นชัดเจนหลายวัน
โรคมือ เท้า ปาก: แขกไม่ได้รับเชิญที่ชอบมาเยือนเด็กๆ
เวลาเด็กๆ เป็นไข้แล้วมีตุ่มขึ้น คุณพ่อคุณแม่มักจะกลัวว่าลูกเป็นอีสุกอีใส แต่ถ้าตรวจดูดีๆ แล้วเจอแผลในปากร่วมกับมีตุ่มหรือผื่นแดงที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และบางทีก็ลามไปที่ก้น หมอจะนึกถึงโรคมือ เท้า ปาก (Hand, Foot and Mouth Disease) มากกว่าครับ
วิธีแยกความต่าง: อีสุกอีใสจะไม่ค่อยขึ้นที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าในลักษณะที่เป็นตุ่มชัดเจนเหมือนโรคมือ เท้า ปาก และจุดเด่นของโรคมือ เท้า ปาก คือแผลในปากจะเจ็บมากจนเด็กไม่ยอมกินข้าว กินน้ำ ส่วนตุ่มที่ผิวหนังมักจะไม่ค่อยคันและไม่กลายเป็นสะเก็ดหนาเหมือนอีสุกอีใสครับ
ลมพิษและผื่นแพ้สัมผัส: อาการแพ้ที่อาจทำให้สับสนในระยะแรก
บางครั้งคนไข้ที่มีอาการแพ้อะไรบางอย่าง เช่น แพ้ยา แพ้อาหาร หรือแพ้สารเคมี ก็อาจจะมีผื่นแดงนูนขึ้นมาจนน่าตกใจ และถ้าผื่นนั้นมีลักษณะบวมนูนตรงกลาง บางคนก็เผลอคิดไปไกลว่าเป็นอีสุกอีใสระยะเริ่มต้น
วิธีแยกความต่าง: ลมพิษหรือผื่นแพ้จะมีลักษณะเป็นผื่นนูนแดง (Wheals) ที่มักจะย้ายที่ เปลี่ยนตำแหน่ง หรือยุบหายไปเองได้อย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง และที่สำคัญคือมัน ไม่มีตุ่มน้ำใส เหมือนอีสุกอีใสครับ นอกจากนี้อาการคันของลมพิษจะเป็นแบบคันยิบๆ ทั่วตัว ไม่ใช่การขึ้นเป็นเม็ดตุ่มแล้วแตกเป็นแผล
การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังและตุ่มหนองจากแมลงสัตว์กัดต่อย
อีกหนึ่งกรณีที่หมอเจอเรื่อยๆ คือตุ่มหนองที่เกิดจากการแพ้พิษแมลงกัดต่อย หรือการอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง (Impetigo) ซึ่งบางครั้งตุ่มพองจากการอักเสบเหล่านี้ก็ดูผิวเผินคล้ายกับตุ่มน้ำของอีสุกอีใสได้เหมือนกัน
วิธีแยกความต่าง: ตุ่มจากแมลงกัดมักจะเกิดในบริเวณที่นอกร่มผ้าหรือส่วนที่สัมผัสกับแมลงได้ง่าย และมักจะเป็นแค่เฉพาะจุด ไม่กระจายทั่วตัวเหมือนอีสุกอีใส ส่วนการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังมักจะเริ่มจากแผลถลอกเล็กๆ แล้วกลายเป็นตุ่มหนอง แตกออกเป็นสะเก็ดสีน้ำผึ้ง ซึ่งไม่มีไข้ร่วมด้วยเหมือนอีสุกอีใสในระยะแรก
ผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรง: เคสด่วนที่ต้องระวังให้มาก
กลุ่มสุดท้ายนี้ค่อนข้างอันตรายและต้องอาศัยการวินิจฉัยที่แม่นยำจากแพทย์อย่างรวดเร็ว นั่นคือกลุ่มอาการแพ้ยาที่แสดงออกทางผิวหนังจนเกิดตุ่มน้ำพองและผิวหนังหลุดลอก ซึ่งในระยะแรกอาจดูคล้ายอีสุกอีใสที่กำลังลุกลาม
วิธีแยกความต่าง: มักมีประวัติการกินยาตัวใหม่ๆ ภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ผื่นมักจะลุกลามอย่างรวดเร็ว มีอาการแสบผิวหนังร่วมด้วย และมักจะพบรอยโรคที่เยื่อบุต่างๆ เช่น ในปาก ตา หรืออวัยวะเพศร่วมด้วย ซึ่งรุนแรงกว่าอีสุกอีใสทั่วไปมาก
ตุ่มแบบไหนที่ควรมาพบแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นอะไรกันแน่?
การดูภาพถ่ายทางอินเทอร์เน็ตอาจช่วยให้พอเห็นภาพคร่าวๆ แต่ผิวหนังของคนเรามีความซับซ้อน และโรคหลายๆ ชนิดในระยะแรกก็มักจะหน้าตาคล้ายกันจนแม้แต่หมอเองก็ต้องอาศัยประวัติอย่างละเอียดและการตรวจร่างกายร่วมด้วยครับ
หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีผื่นหรือตุ่มขึ้นผิดปกติ โดยเฉพาะมีไข้ร่วมด้วย รู้สึกปวดแสบปวดร้อน อ่อนเพลียมาก หรือตุ่มลุกลามอย่างรวดเร็ว อย่าเพิ่งซื้อยามาทาหรือเดาโรคเองครับ แนะนำให้เข้ามาพบแพทย์เพื่อให้ตรวจวินิจฉัยแยกโรคให้ชัดเจน จะได้เริ่มต้นรักษาได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยที่สุดครับ