เวลาที่เรานั่งมองเด็กๆ วิ่งเล่นกันที่สนามเด็กเล่น ภาพที่เราคุ้นตาคือเสียงหัวoเราะ การแย่งของเล่นกันบ้าง หรือการชวนกันวิ่งไล่จับอย่างสนุกสนาน แต่ถ้าวันหนึ่งคุณพ่อคุณแม่เริ่มสังเกตเห็นว่า ลูกเอาแต่นั่งเล่นคนเดียวมุมเดิม ไม่ยอมมองตาเพื่อน ไม่รู้จะเดินเข้าไปทักคนอื่นอย่างไร หรือเวลามีเพื่อนมาสะกิดชวนเล่นก็มักจะถอยหนี อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ความขี้อายธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของการขาดทักษะการเล่นกับผู้อื่นที่พวกเราในฐานะคนใกล้ชิดควรทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้น
สัญญาณเตือนจากพฤติกรรมประจำวัน ที่บอกว่าลูกกำลังมีปัญหาเรื่องการเล่นกับคนอื่น
ในฐานะหมอที่ตรวจพัฒนาการเด็กบ่อยๆ คำถามยอดฮิตที่คุณแม่มักจะถามเสมอก็คือ แค่ลูกชอบเล่นคนเดียวแปลว่าผิดปกติไหม? จริงๆ แล้วเด็กทุกคนมีช่วงเวลาที่อยากเล่นคนเดียวเพื่อจดจ่อกับสิ่งที่สนใจ แต่ถ้าเราลองสังเกตดูให้ดี การขาดทักษะการเล่นกับผู้อื่นมักจะแสดงออกมาในรูปแบบที่ชัดเจนกว่านั้น เช่น ลูกไม่เข้าใจวิธีการผลัดกันเล่น รอคิวไม่เป็น ไม่รู้ว่าเวลาเพื่อนแย่งของเล่นต้องจัดการอย่างไร หรือบางครั้งเวลาโกรธหรือไม่พอใจก็ใช้วิธีผลัก ตี หรือกรีดร้องแทนการพูดคุย เด็กกลุ่มนี้มักจะเล่นกับเพื่อนไม่ยืดเยื้อ เล่นได้แป๊บเดียวก็วงแตก เพราะเข้ากับเพื่อนไม่ได้และไม่รู้กฎกติกาสังคมพื้นฐานของการเล่นร่วมกัน
ทำไมเด็กบางคนถึงเข้าสังคมไม่เป็น และเกิดปัญหาเรื่องการขาดทักษะการเล่นกับผู้อื่น
สาเหตุเบื้องหลังเรื่องนี้มีหลากหลายมุมมอง ทั้งจากตัวเด็กเองและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ในทางการแพทย์ เราพบว่าเด็กบางคนมีพัฒนาการทางสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์และการเข้าสังคมช้ากว่าปกติ หรือเด็กกลุ่มที่มีภาวะออทิสติกสเปกตรัม (ASD) ซึ่งจะมีความยากลำบากในการอ่านภาษากาย สีหน้า และอารมณ์ของผู้อื่นโดยธรรมชาติ นอกจากนี้ ปัจจัยจากยุคสมัยนี้ก็มีส่วนสำคัญมากๆ การปล่อยให้เด็กอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตเป็นเวลานานเกินไป ทำให้พวกเขาพลาดโอกาสสำคัญในการฝึกฝนทักษะการสื่อสารแบบสองทาง การสบตา และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเวลาที่เล่นกับมนุษย์จริงๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีทางเรียนรู้ได้จากการดูคลิปวิดีโอ
วิธีฝึกฝนและช่วยเสริมสร้างทักษะการเล่นให้เด็กที่ขาดทักษะการเล่นกับผู้อื่น
ข่าวดีคือทักษะทางสังคมและการเล่นเป็นสิ่งที่ฝึกฝนและพัฒนาได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง เราไม่ต้องรอให้ลูกโตแล้วปรับตัวได้เอง แต่เราสามารถเริ่มต้นช่วยเขาได้ตั้งแต่ที่บ้านด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้
- เริ่มต้นจากการเล่นบทบาทสมมติร่วมกับลูก: ใช้ตุ๊กตาหรือหุ่นยนต์มาจำลองสถานการณ์การขอเล่นด้วยกัน การแบ่งของเล่น หรือการพูดคำว่าขอโทษและขอบคุณ เพื่อให้ลูกเห็นตัวอย่างและซึมซับวิธีปฏิบัติ
- จัดนัดเดทกลุ่มเล็กหรือ Playdate: พาเด็กไปเจอเพื่อนวัยใกล้เคียงกันทีละคนสองคนในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยและไม่วุ่นวายจนเกินไป เพื่อลดความวิตกกังวลของเด็ก
- เป็นโค้ชข้างสนาม คอยแนะนำแต่ไม่เข้าไปแทรกแซงทันที: เวลาที่ลูกเล่นกับเพื่อนแล้วเริ่มมีปัญหา ให้คุณพ่อคุณแม่ยืนดูอยู่ห่างๆ คอยกระซิบแนะนำวิธีพูดหรือวิธีแก้ปัญหาเบื้องต้น แทนที่จะเข้าไปดุหรือห้ามทันที เพื่อให้เด็กได้ฝึกคิดแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
เมื่อไหร่ที่ควรพาเด็กไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินอย่างจริงจัง
ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลองปรับสิ่งแวดล้อมที่บ้าน ฝึกฝนการเล่นร่วมกันมาสักระยะแล้ว แต่พฤติกรรมการขาดทักษะการเล่นกับผู้อื่นของลูกยังคงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ไปโรงเรียนแล้วเข้ากับเพื่อนไม่ได้เลย ร้องไห้ไม่อยากไปโรงเรียน หรือมีพัฒนาการด้านภาษาร่วมด้วย การพามาพบกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หรือนักกิจกรรมบำบัด ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดครับ เราจะได้รู้สาเหตุที่แท้จริงและได้รับการช่วยเหลืออย่างตรงจุด เพื่อให้เด็กสามารถเติบโตไปพร้อมกับทักษะทางสังคมที่แข็งแรงและมีความสุขในสังคมรอบตัวได้ในอนาคต