ลูกอมดิน ช็อกโกแลต หรือเศษปูน พฤติกรรมแปลกๆ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องเล่น
เวลาเดินตรวจที่คลินิก บางครั้งคุณพ่อคุณแม่ก็มักจะเล่าให้ฟังด้วยความกังวลว่า ลูกน้อยที่บ้านจู่ๆ ก็มีพฤติกรรมแปลกประหลาด ชอบแอบไปกินดิน กินเศษผนังปูน หยิบกระดาษเคี้ยว หรือแม้แต่น้ำแข็งก้อนโตๆ เข้าปากโดยไม่ยอมหยุด หลายคนคิดว่าเป็นเพียงความซุกซนตามวัย หรือเด็กอาจจะแค่เหงาและอยากลองทำตามความอยากรู้อยากเห็น แต่ในมุมมองของหมอ พฤติกรรมการกินสิ่งที่ไม่ใช่อาหารเหล่านี้ มักมีสัญญาณเตือนภัยบางอย่างซ่อนอยู่ข้างในร่างกาย โดยเฉพาะภาวะที่เด็กกำลังเผชิญกับการขาดธาตุเหล็กอย่างรุนแรง
ทำความรู้จักพฤติกรรมการกินสิ่งแปลกปลอมที่เรียกว่าพิก้า
ในทางการแพทย์ เราเรียกพฤติกรรมนี้ว่า พิก้า (Pica) ซึ่งหมายถึงภาวะที่เด็กมีความอยากและความต้องการที่จะกินสิ่งของที่ไม่ใช่อาหารและไม่มีคุณค่าทางโภชนาการติดต่อกันเป็นระยะเวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน สิ่งที่เด็กมักจะหยิบเข้าปากบ่อยครั้งมีตั้งแต่ดิน ทราย เศษปูน ช็อกกี้สีผนัง เส้นผม กระดาษ ก้อนน้ำแข็ง หรือแม้กระทั่งเศษผ้า แม้ว่าบางครั้งเด็กอาจจะทำไปเพราะความสนุกในช่วงแรก แต่หากปล่อยไว้โดยไม่หาสสาเหตุ อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งทางเดินอาหารและการเจริญเติบโตในระยะยาว
ความเชื่อมโยงระหว่างการขาดธาตุเหล็กกับความอยากกินของแปลก
คำถามที่พ่อแม่มักจะสงสัยคือ ทำไมเด็กขาดธาตุเหล็กถึงอยากกินดินหรือสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ กลไกทางวิทยาศาสตร์อธิบายว่า ธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุสำคัญที่มีบทบาทอย่างมากในการทำงานของสมอง ระบบประสาท และการสร้างสารสื่อประสาทบางชนิดที่ควบคุมความอยากอาหารและพฤติกรรม เมื่อร่างกายของเด็กมีปริมาณธาตุเหล็กต่ำกว่าปกติ สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมความพึงพอใจและความอยากจะเริ่มทำงานผิดเพี้ยนไป ส่งผลให้เด็กเกิดความรู้สึกโหยหาบางสิ่งบางอย่างอย่างรุนแรง จนแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมการกินสิ่งของที่ไม่มีรสชาติอาหาร เพื่อพยายามชดเชยความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในร่างกายโดยที่ตัวเด็กเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
อันตรายรอบตัวที่ซ่อนมากับดินและสิ่งแปลกปลอม
การที่ปล่อยให้เด็กกินดินหรือสิ่งแปลกปลอมไม่ใช่แค่เรื่องน่าตกใจ แต่แฝงไปด้วยอันตรายที่น่ากลัวต่อสุขภาพของลูกน้อยอย่างยิ่ง สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการปนเปื้อนของเชื้อโรค แบคทีเรีย ปรสิต และไข่พยาธิที่ซ่อนอยู่ในดินหรือทราย ซึ่งอาจทำให้เด็กท้องเสียอย่างรุนแรง ติดเชื้อในทางเดินอาหาร หรือลำไส้อุดตันได้ นอกจากนี้ สิ่งแปลกปลอมบางชนิดอย่างเศษปูนหรือสีทาผนังบ้านเก่า อาจมีส่วนผสมของสารโลหะหนักที่เป็นพิษ เช่น ตะกั่ว ซึ่งจะเข้าไปสะสมในกระแสเลือด ทำลายพัฒนาการทางสมอง และส่งผลเสียต่อไอคิวของเด็กในระยะยาวอย่างถาวร
สัญญาณเตือนอื่นๆ ของภาวะขาดธาตุเหล็กที่สังเกตได้ง่าย
นอกจากพฤติกรรมการกินสิ่งแปลกปลอมแล้ว เด็กที่ขาดธาตุเหล็กมักจะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยที่พ่อแม่สามารถสังเกตเห็นได้จากภายนอก:
- ผิวซีดเซียว: สังเกตได้ชัดบริเวณริมฝีปาก เปลือกตาล่างด้านใน ฝ่ามือ หรือเล็บที่มีสีจางลงกว่าปกติ
- อ่อนเพลียไม่มีแรง: เด็กจะดูเหนื่อยง่าย ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงวิ่งเล่นเหมือนเด็กวัยเดียวกัน หรือดูง่วงเหงาหาวนอนตลอดวัน
- สมาธิสั้นและหงุดหงิดง่าย: ขาดสมาธิในการเรียนรู้ อารมณ์แปรปรวน ร้องไห้งอแงโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน
- เล็บเปราะบาง: เล็บมือเล็บเท้ามีความบาง แตกหักง่าย หรือมีลักษณะโค้งงอผิดปกติคล้ายช้อน
วิธีดูแลและการแก้ไขปัญหาจากคุณหมอ
หากคุณพ่อคุณแม่พบว่าลูกมีพฤติกรรมการกินดินหรือสิ่งแปลกปลอม สิ่งแรกที่ควรทำคือการตั้งสติและพาเด็กมาพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจเลือดอย่างละเอียดเพื่อเช็คระดับความเข้มข้นของเลือดและปริมาณธาตุเหล็กในร่างกาย หากพบว่าเป็นภาวะขาดธาตุเหล็กจริง หมอจะทำการรักษาด้วยการให้รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมธาตุเหล็ก พร้อมทั้งแนะนำการปรับเปลี่ยนเมนูอาหารในชีวิตประจำวันให้มีความหลากหลาย เน้นอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อสัตว์แดง ตับ ไข่แดง ผักใบเขียวเข้ม และวิตามินซีเพื่อช่วยในการดูดซึม พร้อมกับเพิ่มความระมัดระวังและคอยสอดส่องดูแลสภาพแวดล้อมภายในบ้านไม่ให้เด็กเข้าถึงสิ่งแปลกปลอมได้ง่ายอีกต่อไป เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกรัก