เมื่อเสียงหายใจฟืดฟาดของลูกทำเอาหัวใจคนเป็นแม่หล่นวูบ
หลังจากผ่านช่วงเวลาบีบหัวใจในห้องคลอด และได้ยินเสียงร้องแรกของลูกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงตั้งตารอที่จะได้โอบกอดเจ้าตัวเล็กไว้ในอ้อมอก แต่จู่ๆ พยาบาลก็เดินเข้ามาแจ้งด้วยน้ำเสียงห่วงใยว่า "น้องหายใจเร็วเกินไปเล็กน้อย หมอขออนุญาตพาน้องไปสังเกตอาการที่ห้องดูแลทารกแรกเกิดอย่างใกล้ชิดก่อน" วินาทีนั้นความกังวลพรั่งพรูเข้ามาทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกของเรากันแน่
ในฐานะหมอเด็ก หมออยากบอกให้คุณพ่อคุณแม่สูดหายใจเข้าลึกๆ และทำความเข้าใจก่อนว่า อาการนี้พบได้บ่อยมากในทารกแรกคลอด ซึ่งทางการแพทย์เราเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะหายใจเร็วชั่วคราวในทารกแรกเกิด หรือเรียกสั้นๆ ว่า TTN ซึ่งคำสำคัญอยู่ที่คำว่า "ชั่วคราว" เพราะส่วนใหญ่แล้วอาการจะดีขึ้นและหายสนิทได้เองในเวลาไม่กี่วัน
เข้าใจกลไกธรรมชาติ: ทำไมปอดของเจ้าตัวเล็กถึงยังมีน้ำค้างอยู่?
ตลอดเวลาที่ลูกน้อยนอนขดตัวอยู่ในท้องแม่ ปอดของเขาไม่ได้ใช้ในการหายใจรับออกซิเจนเหมือนเรา แต่จะเต็มไปด้วยน้ำคร่ำที่คอยช่วยในการพัฒนาปอด เมื่อถึงเวลาใกล้คลอด ร่างกายของแม่และลูกจะเริ่มทำงานประสานกันเพื่อเตรียมพร้อมสู่โลกภายนอก โดยถุงลมในปอดจะค่อยๆ ลดการผลิตน้ำ และเริ่มดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่ร่างกาย
เมื่อลูกเคลื่อนตัวผ่านช่องคลอด แรงบีบตามธรรมชาติจะช่วยไล่น้ำส่วนหนึ่งออกจากปอดของลูก และเมื่อลูกร้องไห้ครั้งแรก ปอดจะขยายออกเพื่อรับอากาศ พร้อมกับที่หลอดเลือดและระบบน้ำเหลืองจะทำหน้าที่ดูดซึมน้ำที่เหลืออยู่อย่างรวดเร็ว
แต่ในทารกบางราย กระบวนการรีดและดูดซึมน้ำนี้อาจล่าช้ากว่าปกติ ทำให้น้ำยังคงค้างอยู่ในถุงลม ปอดจึงไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ลูกต้องหายใจเร็วขึ้น ถี่ขึ้น เพื่อชดเชยและพยายามขับน้ำเหล่านั้นออกมา กลายเป็น ภาวะหายใจเร็วชั่วคราวในทารกแรก คลอดที่หมอมักจะตรวจเจอในวันแรกนั่นเอง
ทารกกลุ่มไหนบ้างที่มีโอกาสเจอปัญหานี้มากกว่าปกติ?
แม้ว่าภาวะนี้จะเกิดขึ้นได้กับทารกทุกคน แต่จากสถิติและการดูแลคนไข้ของหมอ พบว่ามีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้ทารกมีโอกาสเกิดภาวะหายใจเร็วชั่วคราวได้มากขึ้น:
- ทารกที่คลอดโดยการผ่าตัดคลอด (C-Section): โดยเฉพาะการผ่าตัดคลอดก่อนที่แม่จะเริ่มมีอาการเจ็บครรภ์คลอด เนื่องจากลูกไม่ได้รับแรงบีบจากช่องคลอดที่จะช่วยไล่น้ำออกจากปอด และไม่ได้รับสารเคมีตามธรรมชาติที่ร่างกายจะหลั่งออกมาในช่วงเจ็บท้องคลอดเพื่อช่วยซับน้ำในปอด
- คุณแม่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์: ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาและการทำงานของสารเคลือบผิวถุงลมในปอดของลูก
- การคลอดที่รวดเร็วเกินไป: ร่างกายของลูกไม่มีเวลาเพียงพอในการปรับตัวและไล่น้ำออกจากปอด
- ทารกคลอดก่อนกำหนดเล็กน้อย: ทารกที่คลอดในช่วงอายุครรภ์ 34-36 สัปดาห์ ซึ่งระบบปอดยังพัฒนาได้ไม่เต็มร้อยเปรียบเทียบกับทารกครบกำหนด
สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าลูกน้อยกำลังหายใจเร็วผิดปกติ
โดยปกติแล้ว ทารกแรกเกิดจะมีอัตราการหายใจอยู่ที่ประมาณ 40-60 ครั้งต่อนาที ซึ่งอาจจะดูเร็วและมีจังหวะสม่ำเสมอบ้างไม่สม่ำเสมอบ้างถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากลูกมี ภาวะหายใจเร็วชั่วคราวในทารกแรกเกิด คุณหมอและพยาบาลจะสังเกตเห็นสัญญาณเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังคลอด:
- หายใจเร็วกว่า 60 ครั้งต่อนาที: บางรายอาจหายใจเร็วถึง 80-120 ครั้งต่อนาทีจนดูเหนื่อย
- มีเสียงครางในลำคอ: เสียงนี้เกิดขึ้นขณะที่ลูกพยายามหายใจออกเพื่อกักเก็บอากาศไว้ในปอดให้ได้มากที่สุด
- ปีกจมูกบานออก: รูจมูกขยายกว้างขึ้นทุกครั้งที่สูดลมหายใจเข้า
- อกบุ๋ม: ผิวหนังบริเวณใต้ชายโครง ระหว่างซี่โครง หรือเหนือกระดูกอกบุ๋มลึกเข้าไปตามแรงพยายามในการหายใจ
วิธีดูแลรักษา: ปล่อยให้ปอดได้ทำหน้าที่ และรอเวลาเยียวยา
เนื่องจากภาวะนี้เป็นภาวะที่เกิดขึ้นชั่วคราว การรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การประคับประคองเพื่อให้ร่างกายของลูกได้ฟื้นตัวและดูดซึมน้ำในปอดออกไปได้หมด ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 24 ถึง 72 ชั่วโมง โดยขั้นตอนการดูแลที่โรงพยาบาลมีดังนี้:
1. การให้ออกซิเจนเสริม
หากระดับออกซิเจนในเลือดของลูกต่ำกว่าเกณฑ์ คุณหมอจะให้ออกซิเจนเสริมผ่านหน้ากาก ครอบแก้ว หรือสายเล็กๆ ที่จมูก ในบางรายที่เหนื่อยมาก อาจใช้เครื่องช่วยพ่นแรงดันบวกเพื่อช่วยพยุงถุงลมไม่ให้แฟบและช่วยให้การดูดซึมน้ำในปอดเร็วขึ้น
2. การงดนมชั่วคราวและให้สารน้ำทางเส้นเลือด
หากทารกหายใจเร็วกว่า 80 ครั้งต่อนาที การดูดนมอาจทำให้ลูกเสี่ยงต่อการสำลักลงปอด และทำให้เหนื่อยล้าจนเกินไป คุณหมอจะพิจารณาให้งดนมทางปากชั่วคราว และให้สารน้ำและสารอาหารผ่านทางสายน้ำเกลือแทน จนกว่าอัตราการหายใจจะลดลงมาอยู่ในระดับที่ปลอดภัย
3. การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในห้องอภิบาลทารกแรกเกิด
ทีมพยาบาลจะคอยวัดสัญญาณชีพ ระดับออกซิเจน และฟังเสียงปอดของลูกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การติดเชื้อในปอด หรือภาวะลมรั่วในช่องอก ซึ่งอาจมีอาการคล้ายคลึงกันในระยะแรก
คลายกังวลใจ: โรคนี้จะส่งผลเสียระยะยาวต่อปอดของลูกหรือไม่?
คำถามยอดฮิตที่คุณพ่อคุณแม่มักจะถามหมอด้วยความกังวลคือ โตขึ้นไปปอดของลูกจะอ่อนแอหรือเป็นหอบหืดรึเปล่า หมอขอตอบให้สบายใจตรงนี้เลยว่า ไม่มีผลเสียระยะยาวใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อน้ำในปอดถูกดูดซึมกลับไปหมดแล้ว ปอดของลูกจะทำงานได้เป็นปกติสมบูรณ์เต็มที่ ไม่หลงเหลือร่องรอยของโรค ไม่ทำให้เกิดโรคปอดเรื้อรัง และไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหอบหืดในอนาคต
สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้ดีที่สุดในตอนนี้ คือการพักผ่อนร่างกายของตัวเองให้แข็งแรงเพื่อเตรียมพร้อมดูแลลูกน้อย และหากเป็นไปได้ คุณแม่ยังคงสามารถบีบเก็บน้ำนมแม่ส่งให้พยาบาลป้อนเจ้าตัวเล็กผ่านสายให้อาหารได้ เพื่อให้ลูกได้รับภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดในช่วงเวลาที่เขากำลังพยายามปรับตัวนี้ ขอให้เชื่อมั่นในทีมแพทย์และพยาบาล และเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของเจ้าตัวเล็ก แล้วในที่สุดคุณแม่จะได้โอบกอดลูกน้อยกลับบ้านไปพร้อมรอยยิ้มอย่างแน่นอน