ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เคยรู้สึกไหมว่า แม้เหตุการณ์เลวร้ายจะผ่านพ้นไปนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนแล้ว แต่ภาพความทรงจำ ความรู้สึกกลัวจนแทบหยุดหายใจ และเสียงเต้นระรัวของหัวใจยังคงวนเวียนกลับมาเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน หลายคนอาจคิดว่าเวลาจะช่วยเยียวยาทุกอย่าง หรือคิดว่าตัวเองแค่คิดมากไปเอง แต่ในทางการแพทย์ อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจ หรือที่รู้จักกันว่า พีทีเอสดี (PTSD - Post-Traumatic Stress Disorder)

ทำไมภาพความทรงจำร้ายๆ ถึงยังตามหลอกหลอนไม่ยอมหาย?

เมื่อมนุษย์เราต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่คุกคามชีวิตอย่างรุนแรง เช่น อุบัติเหตุร้ายแรง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การถูกทำร้ายร่างกาย ความรุนแรงทางเพศ หรือการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักอย่างกะทันหัน จิตใจและระบบประสาทจะถูกกระตุ้นให้เข้าสู่โหมดเอาชีวิตรอดโดยอัตโนมัติ

ในคนทั่วไป ความตื่นกลัวนี้จะค่อยๆ ลดระดับลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจ ระบบเตือนภัยในสมองกลับค้างอยู่ในตำแหน่งเปิดตลอดเวลา สมองยังคงเข้าใจว่าภัยอันตรายนั้นกำลังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้ตามปกติ

4 กลุ่มอาการเตือนภัย เมื่อจิตใจกำลังเผชิญกับโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจ

อาการของพีทีเอสดีไม่ได้มีเพียงแค่ความเศร้าหรือความเครียดธรรมดา แต่แสดงออกผ่าน 4 ด้านสำคัญ ดังนี้

1. ภาพย้อนอดีตและฝันร้ายที่ควบคุมไม่ได้ (Intrusive Memories)

ผู้ป่วยมักมีความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ผุดขึ้นมาในหัวโดยไม่ตั้งใจ (Flashbacks) รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังย้อนกลับไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ มีอาการฝันร้ายซ้ำๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น หรือมีปฏิกิริยาทางร่างกายรุนแรง เช่น หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อแตก หายใจไม่ออก เมื่อเจอกับสิ่งเร้าที่ทำให้นึกถึงอดีต

2. พยายามหลีกเลี่ยงทุกสิ่งที่ชวนให้นึกถึง (Avoidance)

พยายามหลบเลี่ยงการพูดคุย ความคิด หรือความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ รวมถึงหลีกเลี่ยงสถานที่ ผู้คน หรือกิจกรรมที่อาจกระตุ้นให้นึกถึงเรื่องราวสะเทือนใจ เช่น ไม่กล้าขับรถหลังเกิดอุบัติเหตุ หรือไม่กล้าเดินผ่านจุดที่เคยเกิดเหตุ

3. อารมณ์และความคิดที่เปลี่ยนไปในแง่ลบ (Negative Changes in Thinking and Mood)

มุมมองต่อตนเองและโลกเปลี่ยนไป รู้สึกว่าโลกนี้ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ไม่สามารถไว้ใจใครได้ มีความรู้สึกผิด โทษตัวเอง หรือรู้สึกชาชินทางอารมณ์จนไม่สามารถสัมผัสถึงความสุข ความรัก หรือความผูกพันกับคนใกล้ชิดได้เหมือนเดิม

4. ตื่นตระหนก ระแวง และตกใจง่ายตลอดเวลา (Changes in Physical and Emotional Reactions)

ระบบประสาทตื่นตัวเกินเหตุ ทำให้มีอาการสะดุ้งตกใจง่าย หวาดระแวงสิ่งรอบตัวอยู่เสมอ นอนไม่หลับ สมาธิสั้น หงุดหงิดง่าย หรือมีอารมณ์โกรธปะทุขึ้นมาอย่างรวดเร็วโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน

เกิดอะไรขึ้นในสมอง เมื่อสัญญาณเตือนภัยไม่ยอมปิดสวิตช์?

หากมองลึกลงไปในระดับการทำงานของระบบประสาท อาการเหล่านี้เกิดจากความไม่สมดุลของสมอง 3 ส่วนหลัก ได้แก่

  • อะมิกดาลา (Amygdala): ศูนย์ควบคุมความกลัวทำงานไวเกินไป เปรียบเหมือนสัญญาณเตือนไฟไหม้ที่ส่งเสียงดังตลอดเวลา แม้ไม่มีควันไฟ
  • ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus): ส่วนที่ทำหน้าที่จัดการความทรงจำทำงานลดลง ทำให้สมองไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเหตุการณ์นั้นจบลงไปแล้วในอดีต หรือกำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
  • สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex): ส่วนที่ควบคุมการใช้เหตุผลและอารมณ์ทำงานลดลง ทำให้ไม่สามารถสั่งให้อะมิกดาล่าสงบลงได้

ทางออกของการรักษา: เปลี่ยนความทรงจำที่เจ็บปวดให้กลายเป็นเพียงอดีต

โรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจไม่ใช่ความอ่อนแอทางจิตใจ แต่เป็นภาวะเจ็บป่วยทางการแพทย์ที่สามารถรักษาให้ดีขึ้นและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ด้วยแนวทางต่อไปนี้

การพูดคุยบำบัดจิตใจ (Psychotherapy)

การบำบัดโดยจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเป็นหัวใจสำคัญ โดยวิธีที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ได้แก่

  • CBT (Cognitive Behavioral Therapy): การปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม เพื่อช่วยให้มองเห็นเหตุการณ์ในมุมมองใหม่ที่สมดุลขึ้น ลดความคิดโทษตัวเอง
  • EMDR (Eye Movement Desensitization and Reprocessing): การบำบัดด้วยการเคลื่อนไหวดวงตาควบคู่กับการประมวลผลความทรงจำ ช่วยลดความรุนแรงของอารมณ์ที่ผูกติดอยู่กับภาพความทรงจำที่เจ็บปวด

การใช้ยาเพื่อปรับสมดุลสารเคมีในสมอง

แพทย์อาจพิจารณาใช้ยากลุ่มต้านเศร้า (Antidepressants) เช่น กลุ่ม SSRIs หรือ SNRIs เพื่อช่วยปรับสมดุลสารสื่อประสาทในสมอง ลดความวิตกกังวล อาการตื่นตระหนก และช่วยให้การนอนหลับมีคุณภาพดีขึ้น ซึ่งยาเหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลและสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น

วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อพาใจกลับมาอยู่ในจุดที่ปลอดภัย

  • ฝึกเทคนิคการดึงสติตัวเอง (Grounding Techniques): เมื่อเกิดอาการ Flashback ให้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 สำรวจสิ่งรอบตัวในปัจจุบัน เช่น มองหาสิ่งของ 5 อย่างรอบตัว สัมผัสพื้นผิวของโต๊ะ หรือดื่มน้ำเย็น เพื่อเตือนสมองว่าตอนนี้ปลอดภัยแล้ว
  • รักษากิจวัตรประจำวัน: พยายามนอนหลับ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายเบาๆ ให้เป็นเวลา เพื่อช่วยคืนสมดุลให้ระบบประสาท
  • เชื่อมต่อกับคนที่เข้าใจ: ไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดหากยังไม่พร้อม เพียงแค่ใช้เวลาร่วมกับคนที่ทำให้รู้สึกสบายใจและปลอดภัย

สัญญาณแบบไหนที่บอกว่าถึงเวลาต้องพบจิตแพทย์ทันที?

หากอาการต่างๆ ยังคงอยู่นานเกินกว่า 1 เดือน และเริ่มส่งผลกระทบต่อการทำงาน ความสัมพันธ์ หรือการใช้ชีวิตประจำวัน หรือมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง การเดินเข้าไปปรึกษาจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นก้าวแรกที่กล้าหาญในการคืนความสงบสุขกลับมาสู่ชีวิตอีกครั้ง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down