เวลาที่เราเดินเข้าไปในห้องตรวจแล้วเจอคนไข้หลายคนบ่นว่า ทำไมช่วงนี้ชีวิตมันเหนื่อยจัง หงุดหงิดง่ายกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือบางทีก็รู้สึกเหมือนตัวเองควบคุมความรู้สึกไม่ได้เอาเสียเลย หลายคนมักจะโทษว่าเป็นเพราะความเครียดจากการทำงานหรือเรื่องรอบตัว แต่พอเราลองนั่งคุยกันลึกซึ้งขึ้น บ่อยครั้งเราพบว่าต้นตอจริงๆ มันไม่ได้มาจากสถานการณ์ภายนอกหรอกครับ แต่มันมาจากวิธีที่เราจัดการกับความรู้สึกข้างในตัวเองต่างหาก
เรื่องนี้ทำให้หมอนึกถึงเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ หรือที่เราคุ้นหูกันว่า EQ หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำนี้มานานจนรู้สึกว่าเป็นเรื่องนามธรรมจับต้องยาก แต่จริงๆ แล้วมันคือทักษะชีวิตที่มีความสำคัญไม่แพ้ไอคิวเลยทีเดียว และข่าวดีก็คือ เราสามารถวัดระดับมันได้ผ่านการประเมินความฉลาดทางอารมณ์ เพื่อจะได้รู้ว่าตอนนี้หัวใจและสมองของเรากำลังรับมือกับโลกใบนี้อย่างไรอยู่
EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์คืออะไร ทำไมหมอถึงชวนมาตรวจเช็กกัน
ถ้าจะให้อธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุด EQ ไม่ใช่การเป็นคนอารมณ์ดีตลอดเวลา ไม่ใช่การเก็บกดความโกรธ หรือการยิ้มสู้เสือในทุกสถานการณ์ แต่ความฉลาดทางอารมณ์ประกอบไปด้วยความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกตัวเอง อ่านอารมณ์คนอื่นออก ยับยั้งชั่งใจได้เวลาเจอเรื่องแย่ๆ และที่สำคัญคือรู้วิธีดึงพลังบวกให้ตัวเองลุกขึ้นมาใหม่ได้เวลาล้มลง
เวลาที่เราทำการประเมินความฉลาดทางอารมณ์ เราไม่ได้กำลังทำแบบทดสอบเพื่อเอาคะแนนไปอวดใคร แต่มันคือการส่องกระจกดูข้างในใจตัวเองว่า ใน 4 ด้านหลักของ EQ นั้น เรามีจุดแข็งตรงไหน และมีจุดไหนที่อาจจะเผลอทำร้ายตัวเองหรือคนรอบข้างอยู่โดยไม่รู้ตัว
4 องค์ประกอบสำคัญที่เราจะเช็กกันในการประเมินความฉลาดทางอารมณ์
เวลาที่แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตใช้แบบประเมินมาตรฐาน เขามักจะมองหาทักษะหลักๆ อยู่ 4 ด้านด้วยกัน ซึ่งถ้าเราเข้าใจสี่ข้อนี้ เราจะมองเห็นภาพรวมของตัวเองชัดเจนขึ้นมาก
การรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง
นี่คือด่านแรกและด่านที่สำคัญที่สุด คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์ในด้านนี้จะรู้ตัวทันทีว่า ตอนนี้ตัวเองกำลังรู้สึกอะไร โกรธ เสียใจ น้อยใจ หรือกลัว การรู้ตัวแบบนี้ทำให้เราไม่เผลอระเบิดอารมณ์ใส่คนอื่นเวลาที่เผลอหงุดหงิดจากเรื่องอื่นมา
การบริหารจัดการอารมณ์
รู้แล้วว่าโกรธ แต่จะจัดการอย่างไรต่อไม่ให้พัง? ทักษะนี้ช่วยให้เราหายใจเข้าลึกๆ นับหนึ่งถึงสิบ หรือหาทางระบายออกใน การประเมินความฉลาดทางอารมณ์ จะช่วยบอกเราได้ดีเลยว่า เวลาเจอเรื่องมากระตุ้น เราใช้เหตุผลหรือใช้อารมณ์เป็นตัวนำมากกว่ากัน
การเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ข้อนี้คือหัวใจของการอยู่ร่วมกันในสังคม การอ่านภาษากายออก การเข้าใจมุมมองของคนอื่นโดยไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ช่วยให้ความสัมพันธ์ทั้งในครอบครัวและที่ทำงานราบรื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การสร้างและประคับประคองความสัมพันธ์
เมื่อเรารู้จักตัวเองและเข้าใจคนอื่นแล้ว การสื่อสาร การแก้ปัญหาความขัดแย้ง และการทำงานร่วมกันเป็นทีมก็จะกลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
วิธีทำแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับตัวเอง
หลายคนเวลาทำแบบทดสอบมักจะมีความรู้สึกว่า อยากตอบให้ดูดี อยากตอบแบบที่คนอื่นคาดหวัง หมออยากบอกว่า เวลาทำการประเมินความฉลาดทางอารมณ์ ไม่ต้องโกหกตัวเองเลยครับ เพราะไม่มีใครมานั่งจับผิดคะแนนเรา แบบประเมินนี้ไม่ได้มีไว้ตัดสินว่าเราเป็นคนดีหรือคนไม่ดี แต่มันสร้างขึ้นมาเพื่อให้เรารู้จักซอกมุมต่างๆ ในใจตัวเองได้ดีขึ้น
เทคนิคเวลาทำคือ ให้ตอบตามความรู้สึกจริงในสถานการณ์ปัจจุบัน นึกถึงเหตุการณ์ที่เราเพิ่งเจอมาเร็วๆ นี้ แล้วตอบคำถามตามความเป็นจริง ถ้าผลลัพธ์ออกมาว่าด้านไหนน้อย ก็ไม่ต้องตกใจหรือเสียใจครับ เพราะอารมณ์และทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งที่ฝึกฝนและพัฒนาให้ดีขึ้นได้ตลอดชีวิตเหมือนกับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อเลยทีเดียว
ผลประเมินออกมาแล้วต้องทำอย่างไรต่อ
หลังจากที่เราทำการประเมินความฉลาดทางอารมณ์เสร็จเรียบร้อยและได้เห็นคะแนนในแต่ละด้าน สิ่งที่เราควรทำไม่ใช่การนั่งเครียดว่าทำไมฉันถึงจัดการอารมณ์ไม่เก่ง แต่ให้มองเป็นแผนที่นำทางชีวิต
- ถ้าคะแนนด้านการรู้เท่าทันอารมณ์น้อย: ลองฝึกหยุดนิ่งสักนิดในระหว่างวัน ถามตัวเองบ่อยๆ ว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร
- ถ้าคะแนนด้านการจัดการอารมณ์น้อย: ลองหาเทคนิคผ่อนคลายที่เหมาะกับตัวเอง เช่น การหายใจลึกๆ การออกไปเดินเล่น หรือการเขียนบันทึกความรู้สึก
- ถ้าคะแนนด้านความเข้าใจผู้อื่นน้อย: ลองฝึกเป็นผู้ฟังที่ดีให้มากขึ้น พยายามมองโลกจากมุมของคนอื่นก่อนที่จะด่วนตัดสิน
ท้ายที่สุดแล้ว สุขภาพจิตที่ดีไม่ได้หมายความว่าเราต้องมีความสุขอยู่ตลอดเวลา แต่หมายถึงการที่เรามีความยืดหยุ่นทางจิตใจ พร้อมรับมือกับวันที่ฝนตกและวันที่แดดออกได้อย่างมั่นคง หากใครรู้สึกว่าช่วงนี้ใจมันเหนื่อยล้าเหลือเกิน การลองสำรวจตัวเองผ่านการประเมินความฉลาดทางอารมณ์ก็อาจจะเป็นก้าวแรกที่ดีในการดูแลหัวใจตัวเองให้แข็งแรงขึ้นครับ