หลายครั้งที่คนไข้เดินเข้ามานั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะตรวจ พร้อมกับเล่าเรื่องความเครียดในที่ทำงาน ปัญหาความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัว หรือความรู้สึกหงุดหงิดที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ สิ่งที่หมอมักจะชวนคุยเสมอไม่ใช่แค่เรื่องกินนอน แต่คือเรื่องของใจตัวเอง ความเข้าใจในอารมณ์ของตัวเองและคนรอบข้าง หรือที่หลายคนคุ้นเคยกันในชื่อความฉลาดทางอารมณ์
เวลาที่เราพูดถึงเรื่องนี้ หลายคนมักนึกถึงแบบทดสอบยาวๆ หรือเกรดวัดระดับความฉลาด แต่ในความเป็นจริง การเข้าใจเรื่องนี้มันใกล้ตัวกว่านั้นมาก มันคือกระจกเงาที่ช่วยให้เรามองเห็นว่า เวลาพายุอารมณ์ลูกใหญ่ซัดเข้ามา เราเลือกที่จะกางร่ม ตั้งรับ หรือปล่อยให้ตัวเองเปียกปอนไปกับมัน
EQ คืออะไร ทำไมหมอถึงชวนคุยเรื่องนี้บ่อยๆ
ถ้าพูดให้เห็นภาพง่ายที่สุด ความฉลาดทางอารมณ์หรือ EQ มันก็เหมือนทักษะการทรงตัวเวลาที่เราต้องเดินบนสะพานไม้ไผ่ คนที่มีทักษะนี้ดี ไม่ใช่คนที่ไม่เคยเซหรือไม่เคยล้ม แต่คือคนที่รู้ตัวทันทีที่เท้าเริ่มเอียง และรู้ว่าต้องขยับตัวอย่างไรถึงจะกลับมายืนตรงได้
ในทางการแพทย์และจิตวิทยา เราพบว่าคนที่มีทักษะด้านนี้ดี มักจะรับมือกับความกดดันได้ดีกว่า ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีความเครียด แต่เพราะเขารู้จักวิธีจัดการกับฮอร์โมนความเครียดในร่างกาย ไม่ปล่อยให้มันมาบงการชีวิต การที่เราเข้าใจความรู้สึกตัวเอง มันช่วยลดภาระของสมองส่วนที่ต้องทำงานหนักเวลาเจอเรื่องแย่ๆ ได้เยอะเลยทีเดียว
ลองสำรวจตัวเองดูก่อน กับวิธีเช็กอารมณ์แบบง่ายๆ สไตล์คนไข้กับหมอ
การเช็กระดับความฉลาดทางอารมณ์ ไม่จำเป็นต้องรอให้มีแบบทดสอบทางการแพทย์ร้อยข้อมาวัด เราสามารถเริ่มสังเกตตัวเองง่ายๆ ได้จากสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน ผ่านองค์ประกอบหลักเหล่านี้
เมื่อความรู้สึกพุ่งปรี๊ด เราตามทันไหม
เวลาเจอเรื่องไม่ดั่งใจ เช่น ขับรถแล้วโดนปาดหน้า หรือเพื่อนร่วมงานพูดจาไม่เข้าหู สิ่งแรกที่เกิดขึ้นในร่างกายคือความร้อนวูบวาบ หัวใจเต้นเร็ว คนที่มีทักษะการสังเกตตัวเองดีจะรู้ตัวทันทีในเสี้ยววินาทีนั้นว่า อารมณ์โกรธกำลังเข้ามาควบคุมแล้ว แทนที่จะระเบิดทันที สมองจะสั่งให้หยุดหายใจลึกๆ สักหนึ่งเฮือกก่อนจะพูดอะไรออกไป
เข้าใจความรู้สึกของคนอื่นเหมือนที่เราเข้าใจตัวเอง
ข้อนี้คือการเอาใจเขามาใส่ใจเราแบบจริงๆ ไม่ใช่แค่การพูดตามมารยาท เวลาที่เราเห็นเพื่อนร่วมงานเงียบขรึม คนที่มองโลกด้วยความเข้าใจจะไม่ได้คิดไปเองว่าเขาเกลียดเรา แต่จะฉุกคิดได้ว่า เขาน่าจะกำลังเจอเรื่องเครียดส่วนตัวอยู่เหมือนกัน การมองแบบนี้ช่วยลดความขัดแย้งในชีวิตประจำวันไปได้ครึ่งต่อครึ่ง
ล้มแล้วลุกไว ฮีลใจตัวเองเป็น
ชีวิตไม่มีทางราบรื่นตลอดเวลา ทุกคนต้องเคยเจอวันที่แย่ ผิดหวังจากงาน หรืออกหักจากความสัมพันธ์ ความแตกต่างอยู่ตรงที่ คนที่รับมือกับอารมณ์ได้ดี จะใช้เวลาจมอยู่กับความเศร้าน้อยกว่า ไม่ใช่เพราะไม่เสียใจ แต่เพราะเขาอนุญาตให้ตัวเองเสียใจ แล้วหาทางก้าวต่อได้โดยไม่ทำร้ายตัวเองหรือคนรอบข้าง
เราจะพัฒนาความสามารถในการจัดการอารมณ์ตัวเองได้อย่างไร
ข่าวดีคือ เรื่องนี้ไม่ใช่พรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่เป็นทักษะที่ฝึกฝนกันได้เหมือนกับการกล้ามเนื้อ หมอักจะแนะนำคนไข้เสมอว่า ให้เริ่มจากเรื่องเล็กๆ เหล่านี้
- ให้ชื่อความรู้สึกตัวเองให้ถูก: เวลาหงุดหงิด ลองถามตัวเองลึกๆ ว่าจริงๆ แล้วเราโกรธ เสียใจ น้อยใจ หรือแค่อ่อนเพลีย การที่เราเรียกชื่อความรู้สึกได้ถูกต้อง สมองจะเริ่มประมวลผลและหาทางออกได้ดีขึ้น
- เว้นระยะห่างระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง: ฝึกนับหนึ่งถึงสิบ หรือสูดหายใจเข้าลึกๆ สามครั้งก่อนตอบโต้อะไรที่กำลังทำให้หัวร้อน ช่วงเวลาสั้นๆ แค่นี้ช่วยเปลี่ยนชีวิตได้
- ฟังให้มากกว่าพูด: เวลาคุยกับใคร ลองฝึกฟังเพื่อทำความเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่ฟังเพื่อรอจังหวะเถียง การฝึกแบบนี้จะช่วยยกระดับความเข้าใจโลกและคนรอบข้างได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เมื่อไหร่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
บางครั้ง ความเครียดสะสมหรือปัญหาในการจัดการอารมณ์ก็อาจเกินกว่าที่เราจะรับมือไหวด้วยตัวเอง หากเริ่มรู้สึกว่าอารมณ์ดิ่งเป็นเวลานาน นอนไม่หลับ ความสัมพันธ์เริ่มพัง หรือรู้สึกควบคุมความโกรธไม่ได้จนกระทบกับคนรอบข้าง การเดินเข้ามาพูดคุยกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องน่าอาย มันก็เหมือนกับการมาหาหมอเวลาปวดท้องนั่นแหละครับ คือการดูแลตัวเองในอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้นเอง