ช่วงนี้ถ้าคนใกล้ตัวมีไข้สูง ปวดหัวรุนแรงร่วมกับมีอาการซึมลงอย่างผิดปกติ อย่าเพิ่งชะล่าใจคิดว่าเป็นแค่ไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดทั่วไป เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยเงียบของภาวะสมองอักเสบ โรคทางสมองที่อันตรายถึงชีวิตหากรักษาไม่ทันเวลา หมออยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจโรคนี้ให้มากขึ้น เพื่อจะได้สังเกตอาการและรับมือได้อย่างถูกต้องครับ
รู้จักโรคนี้กันก่อน: สมองอักเสบคืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร?
พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด ภาวะสมองอักเสบ คือการที่เนื้อเยื่อสมองของเราเกิดอาการบวมและอักเสบขึ้น สาเหตุส่วนใหญ่กว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์เกิดจากการติดเชื้อไวรัส บางครั้งก็มาจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือแม้กระทั่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราเองที่ดันเข้าใจผิดแล้วหันมาเล่นงานเนื้อเยื่อสมองเสียเอง
ช่องทางที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายมีหลักๆ อยู่สองทางด้วยกัน ทางแรกคือการติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจแล้วลามเข้าสู่กระแสเลือดและสมอง เช่น ไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า หรือไวรัสเริม (Herpes Simplex Virus) และอีกทางที่พบบ่อยในบ้านเราคือการถูกยุงหรือแมลงพาหะกัด เช่น ไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encephalitis) ที่มักพบในแถบชนบทที่มีการทำเกษตรกรรม
เตือนภัย 5 อาการหลัก: แบบนี้แหละที่ต้องสงสัยว่าสมองกำลังอักเสบ
เวลาที่สมองเกิดการอักเสบและบวมขึ้นมา พื้นที่ในกะโหลกศีรษะที่มีอยู่อย่างจำกัดจะถูกกดทับ ทำให้เกิดอาการแสดงที่ค่อนข้างรุนแรงและรวดเร็ว ซึ่งอาการที่หมอมักเจอในห้องฉุกเฉินบ่อยๆ มีดังนี้ครับ
- มีไข้สูงเฉียบพลัน: มักมาพร้อมกับอาการปวดศีรษะรุนแรงชนิดที่กินยาพาราเซตามอลแล้วไม่ยอมหาย
- ซึมลงอย่างไร้สาเหตุ: เริ่มพูดคุยไม่รู้เรื่อง จำไม่ได้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน วันนี้วันอะไร หรือบางคนอาจถึงขั้นซึมหลับปลุกไม่ตื่น
- พฤติกรรมและอารมณ์เปลี่ยนไปกะทันหัน: มีอาการกระวนกระวาย หงุดหงิดง่าย ประสาทหลอน หรือเห็นภาพหลอนที่คนอื่นมองไม่เห็น
- มีอาการชักเกร็ง: อาจเป็นการชักกระตุกที่แขนขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือชักเกร็งยันตัวทั้งร่าง ซึ่งอันตรายมาก
- อ่อนแรงครึ่งซีกหรือมีปัญหาการทรงตัว: ควบคุมกล้ามเนื้อไม่ได้ พูดไม่ชัด หนังตาตก หรือกลืนลำบาก
ใครบ้างคือกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ?
จริงๆ แล้วภาวะสมองอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่จะมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ถ้าติดเชื้อแล้วอาการจะรุนแรงมากกว่าคนอื่น ได้แก่ เด็กเล็กที่ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ และผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง กลุ่มเหล่านี้หากมีไข้ร่วมกับอาการซึมเพียงเล็กน้อย ญาติควรพามาพบแพทย์เพื่อตรวจละเอียดทันที
วิธีรักษาของแพทย์เมื่อเจอผู้ป่วยสมองอักเสบ
เมื่อคนไข้มาถึงมือหมอด้วยอาการที่สงสัยโรคนี้ เราจะต้องทำการตรวจวินิจฉัยอย่างเร่งด่วน เช่น การเจาะน้ำไขสันหลังไปตรวจหาเชื้อโรค เพื่อดูว่าเกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรียชนิดไหน และการทำเอ็มอาร์ไอ (MRI) เพื่อดูบริเวณที่สมองอักเสบ
การรักษาจะเน้นไปที่การให้ยาต้านไวรัสเฉพาะทาง (เช่น ยาอะไซโคลเวียร์สำหรับเชื้อเริม) ร่วมกับการรักษาตามอาการ เช่น การให้ยากันชัก ยาลดอาการบวมในสมอง และการประคับประคองระบบหายใจในผู้ป่วยที่มีอาการหนักมากๆ ระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลค่อนข้างนาน และบางคนอาจต้องทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูร่างกายต่ออีกหลายเดือนหลังจากกลับบ้าน
วิธีป้องกันตัวเองและคนในครอบครัวให้ห่างไกลจากโรคนี้
แม้โรคนี้จะดูน่ากลัว แต่เราสามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่งครับ สำหรับโรคสมองอักเสบจากยุงกัด สิ่งสำคัญที่สุดคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบตามกำหนด โดยเฉพาะเด็กๆ และคนที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับฟาร์มหมูหรือพื้นที่ยุงชุม นอกจากนี้ควรทายากันยุง นอนในมุ้ง และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายรอบบ้าน ส่วนการป้องกันการติดเชื้อไวรัสทั่วไปก็ทำได้ง่ายๆ ด้วยการล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยที่มีโรคติดเชื้อทางระบบประสาท และดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอครับ