กลางดึกคืนหนึ่ง มีคุณแม่มือใหม่โทรศัพท์มาปรึกษาด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก เพราะลูกน้อยวัย 3 เดือนส่งเสียงหายใจดังครืดคราดตลอดเวลา ยิ่งช่วงใกล้รุ่งเช้ายิ่งดูเหมือนหายใจติดขัดจนนอนไม่หลับ อาการเหล่านี้เป็นเรื่องที่สร้างความกังวลใจให้กับคนเป็นพ่อแม่เป็นอย่างมาก เพราะทารกยังไม่สามารถบอกความรู้สึกหรือไอขับเสมหะออกมาเองได้เหมือนผู้ใหญ่
ในฐานะหมอเด็ก หมออยากบอกว่าเสียงหายใจครืดคราดนั้นเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมาก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเตือนที่มองข้ามไม่ได้ การเรียนรู้วิธีสังเกตอาการอย่างถูกต้องจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างทันท่วงทีและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้
ทำไมทารกถึงมีเสมหะคั่งและหายใจติดขัดได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่?
ร่างกายของทารกวัยแรกเกิดจนถึงขวบปีแรกนั้น มีโครงสร้างทางเดินหายใจที่แตกต่างจากผู้ใหญ่ค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเขามีอาการผิดปกติได้ง่าย ดังนี้
- ท่อทางเดินหายใจแคบมาก: หลอดลมและช่องจมูกของทารกมีขนาดเล็กมาก เพียงแค่มีเสมหะหรือน้ำมูกเหนียวๆ ปริมาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าไปอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนใหญ่ได้แล้ว
- กล้ามเนื้อในการไอยังทำงานได้ไม่เต็มที่: ทารกยังไม่มีแรงพอที่จะไอขับเสมหะเหนียวๆ ออกมาจากหลอดลมลึกๆ ได้เอง ทำให้เสมหะสะสมคั่งค้างอยู่ภายใน
- ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นได้ง่าย: เยื่อบุทางเดินหายใจของเด็กเล็กมีความไวสูงมาก เมื่อเจอฝุ่น อากาศเย็น หรือการติดเชื้อเพียงเล็กน้อย ก็จะผลิตเสมหะและน้ำมูกออกมาเป็นจำนวนมากทันที
วิธีทำ การประเมินภาวะเสมหะคั่งและอุดกั้นทางเดินหายใจในทารก ด้วยตนเองที่บ้าน
การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดและเป็นระบบจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ทำการประเมินภาวะเสมหะคั่งและอุดกั้นทางเดินหายใจในทารกได้อย่างรวดเร็ว โดยหมอแนะนำให้สังเกต 3 จุดสำคัญ ดังนี้
1. สังเกตจากเสียงหายใจและเสียงไอ
ลองก้มลงไปฟังใกล้ๆ จมูกและหน้าอกของลูกขณะที่เขากำลังนอนนิ่งๆ หากได้ยินเสียงหายใจดังครืดคราดเหมือนมีน้ำเมือกขยับไปมา แสดงว่ามีเสมหะคั่งอยู่ในลำคอหรือทางเดินหายใจส่วนบน แต่หากได้ยินเสียงหวีดแหลมขณะหายใจเข้า หรือเสียงวี้ดขณะหายใจออก อาจเป็นสัญญาณว่าหลอดลมส่วนล่างเริ่มตีบแคบลง นอกจากนี้ลักษณะการไอที่ฟังดูเสียงก้องๆ หรือไอแห้งๆ ถี่ๆ ก็บ่งบอกถึงอาการระคายเคืองในหลอดลมที่รุนแรงขึ้น
2. สังเกตจากลักษณะการขยับของทรวงอก (อาการอกบุ๋ม)
ให้คุณแม่เลิกเสื้อของลูกขึ้นเพื่อดูการเคลื่อนไหวของหน้าอกขณะหายใจ ในภาวะปกติ หน้าอกและท้องของทารกจะขยับขึ้นลงพร้อมๆ กันอย่างสม่ำเสมอ แต่หากทางเดินหายใจเริ่มอุดกั้น ลูกต้องใช้แรงในการหายใจมากขึ้น จะสังเกตเห็นผิวหนังบริเวณใต้ชายโครง เนื้อหน้าอกระหว่างซี่โครง หรือเนื้อบริเวณคอเหนือกระดูกไหปลาร้า ยุบตัวลงไปอย่างเห็นได้ชัดขณะหายใจเข้า ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่าภาวะอกบุ๋ม
3. สังเกตจากปีกจมูกและอัตราการหายใจ
ในเวลาที่ทารกหายใจลำบาก ปีกจมูกของเขาจะบานออกและหุบเข้าตามจังหวะการหายใจอย่างรวดเร็วเพื่อพยายามเอาอากาศเข้าปอดให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรนับอัตราการหายใจของลูกขณะหลับเป็นเวลาครบ 1 นาทีเต็ม หากทารกอายุต่ำกว่า 2 เดือน หายใจเร็วกว่า 60 ครั้งต่อนาที หรือทารกอายุ 2-12 เดือน หายใจเร็วกว่า 50 ครั้งต่อนาที ถือว่ามีภาวะหายใจเร็วผิดปกติ
วิธีช่วยบรรเทาอาการเบื้องต้นเมื่อลูกน้อยมีเสมหะคั่ง
หากประเมินแล้วพบว่าลูกยังมีอาการตัวแดงดี เล่นได้ ดูดนมได้ และไม่มีอาการหายใจลำบากขั้นรุนแรง คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยบรรเทาอาการที่บ้านได้ด้วยวิธีปลอดภัยเหล่านี้
- หยดน้ำเกลือและใช้ลูกยางแดง: หยดน้ำเกลือสำหรับล้างจมูกเด็ก (Isotonic Saline) ข้างละ 2-3 หยด เพื่อช่วยให้น้ำมูกและเสมหะที่เหนียวข้นนิ่มลง จากนั้นใช้ลูกยางแดงหรืออุปกรณ์ดูดน้ำมูก ค่อยๆ ดูดออกมาอย่างเบามือ
- ปรับท่าทางในการนอน: ให้ลูกนอนตะแคง หรือใช้ผ้าหนุนใต้ที่นอนด้านศีรษะให้สูงขึ้นเล็กน้อย (ทำมุมประมาณ 15-30 องศา) เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้นและป้องกันเสมหะไหลย้อนลงคอ
- เพิ่มความชื้นในอากาศ: การใช้เครื่องพ่นไอน้ำเพิ่มความชื้นในห้องนอน หรือการพาลูกเข้าไปนั่งในห้องน้ำที่มีไอน้ำอุ่นๆ สัก 5-10 นาที จะช่วยให้เสมหะอ่อนตัวลงและขับออกได้ง่ายขึ้น
อาการแบบไหนที่ต้องพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที?
เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็กสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นอาการดังต่อไปนี้ข้อใดข้อหนึ่ง ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์หรือห้องฉุกเฉินโดยทันทีโดยไม่ต้องรอ
- ริมฝีปาก รอบปาก ปลายมือ หรือปลายเท้าเริ่มมีสีเขียวคล้ำหรือซีดเทา
- มีอาการอกบุ๋ม ซี่โครงบุ๋ม หรือคอบุ๋มอย่างชัดเจนขณะหายใจ
- ลูกหายใจเร็วและแรงมากจนหน้าอกและท้องกระเพื่อมอย่างรุนแรง
- ซึมลง ไม่ยอมดูดนม หรือดูเหนื่อยล้าจนไม่มีแรงร้องไห้
- มีเสียงหายใจดังวี๊ด หรือมีเสียงฮึดๆ ในคอทุกครั้งที่หายใจเข้าออก
การสังเกตและใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของเสียงหายใจทารก คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนกลายเป็นปอดอักเสบหรือภาวะพร่องออกซิเจน หมอหวังว่าแนวทางเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้คุณพ่อคุณแม่ในการดูแลปกป้องทางเดินหายใจของเจ้าตัวเล็กให้ปลอดภัยและกลับมาหายใจได้โล่งโปร่งสบายอีกครั้ง