ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เวลาลูกน้อยเป็นหวัดแล้วมีอาการหายใจไม่สะดวก นอนกรน หรือได้ยินเสียงครืดคราดอยู่ในจมูก เชื่อว่าหัวใจคนเป็นพ่อเป็นแม่คงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ลูกก็นอนไม่ได้ ร้องกวนเพราะอึดอัด ส่วนเราเองก็นอนไม่หลับตามไปด้วย เพราะคอยเป็นห่วงท่าทางการหายใจของลูกตลอดเวลา

ในฐานะหมอที่ตรวจเด็กๆ มาเยอะ ภาพที่เห็นบ่อยคือคุณพ่อคุณแม่พยายามใช้ปากดูดบ้าง ใช้ไม้พันสำลีแคะบ้าง หรือบางทีก็ซื้อลูกยางแดงมาบีบสุ่มสี่สุ่มห้า ซึ่งบางวิธีนอกจากจะไม่ช่วยแล้ว ยังอาจทำให้เยื่อบุโพรงจมูกบวมช้ำมากขึ้นไปอีก วันนี้เรามาทำความเข้าใจเรื่องการดูดน้ำมูกและการเคลียร์ทางเดินหายใจที่ถูกต้อง ปลอดภัย และไม่ทำร้ายลูกกันดีกว่าครับ

ทำไมลูกถึงมีน้ำมูกเยอะและหายใจติดขัด

ก่อนจะไปดูวิธีจัดการ เรามาทำความเข้าใจธรรมชาติของเจ้าตัวเล็กกันก่อน เด็กๆ โดยเฉพาะทารกและเด็กเล็ก ยังมีช่องทางเดินหายใจที่แคบมาก และที่สำคัญคือพวกเขายังสั่งน้ำมูกเองไม่ได้ เมื่อเกิดการติดเชื้อหวัด เยื่อบุจมูกจะบวมอักเสบและผลิตเมือกหรือน้ำมูกออกมาปริมาณมาก น้ำมูกเหล่านี้ถ้านอนราบก็จะไหลลงคอทำให้เกิดอาการไอ หรือถ้าข้นเหนียวก็จะไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้เวลาหายใจมีเสียงดังครืดคราดและดูทรมาน

สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าลูกเริ่มไม่ไหวและต้องเคลียร์จมูกด่วน

ไม่ใช่ว่าลูกมีน้ำมูกนิดหน่อยแล้วต้องรีบจับมาดูดออกนะครับ เพราะร่างกายเขามีกลไกขับออกเองได้บ้าง แต่ถ้าลูกมีอาการเหล่านี้ ถือเป็นสัญญาณว่าเราควรเข้าไปช่วยเคลียร์ทางเดินหายใจให้เขาแล้ว:

  • ลูกหายใจทางปากตลอดเวลา เพราะหายใจทางจมูกไม่สะดวก
  • เวลานอนจะกระสับกระส่าย สะดุ้งตื่นบ่อยเพราะหายใจไม่ออก
  • ตอนให้นม ลูกจะดูดนมได้แป๊บเดียวก็ต้องปล่อยเต้าหรือถอดจุกนมออกมาร้องไห้ เพราะหายใจไม่ทัน
  • ได้ยินเสียงครืดคราดในคอหรือจมูกชัดเจน และมีน้ำมูกข้นเหนียวคาอยู่บริเวณรูจมูกส่วนหน้า

อุปกรณ์เคลียร์ทางเดินหายใจมีอะไรบ้าง และเลือกใช้อย่างไรดี

ในท้องตลาดตอนนี้มีอุปกรณ์ช่วยการดูดน้ำมูกและการเคลียร์ทางเดินหายใจหลากหลายรูปแบบมาก ซึ่งแต่ละแบบก็เหมาะกับช่วงวัยและลักษณะของน้ำมูกที่แตกต่างกันไป:

ลูกยางแดง: แบบคลาสสิกที่ใช้งานง่ายแต่ต้องระวังแรงบีบ

เหมาะกับเด็กทารกแรกเกิดที่มีน้ำมูกไม่มาก วิธีใช้คือต้องบีบลมออกจากลูกยางก่อนสอดเข้าไปในรูจมูก (สอดเข้าไปแค่ปลายๆ ห้ามดันลึกเด็ดขาด) แล้วค่อยๆ คลายมือเพื่อให้ลูกยางดูดน้ำมูกออกมา ข้อควรระวังคือแรงดูดจะควบคุมยากนิดหน่อย และต้องล้างทำความสะอาดตากให้แห้งสนิททุกครั้งเพื่อป้องกันเชื้อราสะสม

ที่ดูดน้ำมูกแบบสายยางซิลิโคน: ให้คุณแม่เป็นคนควบคุมแรงดูดเอง

แบบนี้ค่อนข้างได้รับความนิยมเพราะเราสามารถใช้ปากดูดเบาๆ ผ่านสายยาง (โดยมีกระเปาะดักน้ำมูกไม่ให้เข้าปาก) ทำให้เราควบคุมแรงดูดได้ตามความเหมาะสม น้ำมูกไม่หลุดเข้าปากแน่นอน เหมาะกับเด็กที่น้ำมูกค่อนข้างข้นเหนียว

เครื่องดูดน้ำมูกไฟฟ้า: สะดวกรวดเร็วแต่ต้องระวังเสียงดัง

ช่วยให้ดูดน้ำมูกออกได้ง่ายและต่อเนื่องโดยไม่ต้องออกแรง แต่ข้อเสียคือราคาค่อนข้างสูง และเสียงมอเตอร์อาจทำให้เด็กเล็กตกใจกลัวจนดิ้นได้

ขั้นตอนการดูดน้ำมูกที่ถูกต้องและปลอดภัยไม่เจ็บจมูก

การดูดน้ำมูกไม่ใช่สักแต่ว่าทำยังไงก็ได้ให้ออกมาครับ ถ้าทำผิดวิธี เยื่อบุจมูกจะอักเสบ บวมแดง และยิ่งหายใจไม่ออกหนักกว่าเดิม ลองทำตามขั้นตอนนี้ดูครับ:

  • เคลียร์เนื้อเยื่อรอบนอกก่อน: ถ้าน้ำมูกแห้งกรังอยู่ข้างนอก ให้ใช้สำลีชุบน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว เช็ดทำความสะอาดรอบรูจมูกเบาๆ อย่าแคะลึก
  • หยอดน้ำเกลือเพื่อละลายน้ำมูก: นี่คือหัวใจสำคัญของการดูดน้ำมูกเลยครับ ให้หยอดน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline 0.9%) สำหรับล้างจมูก ลงไปข้างละ 1-2 หยด รอประมาณ 1-2 นาทีให้น้ำมูกที่ข้นเหนียวละลายตัวและอ่อนนุ่มลง
  • จัดท่าให้ถูกต้อง: ให้ลูกนอนราบหรือกึ่งนั่งกึ่งนอน หันหน้ามาด้านที่เราถนัด ห้ามอุ้มพาดบ่าแล้วดูดเด็ดขาด
  • ทำการดูดออกอย่างนุ่มนวล: สอดปลายอุปกรณ์เข้าไปในรูจมูกเพียงเล็กน้อย (ประมาณ 0.5 เซนติเมตร) ห้ามดันชนผนังจมูกด้านใน แล้วทำการดูดออกด้วยแรงที่พอเหมาะ ทีละข้าง
  • ให้รางวัลและปลอบโยน: เด็กส่วนใหญ่จะเกลียดการดูดน้ำมูกเพราะอึดอัด เมื่อเสร็จแล้วให้รีบเช็ดหน้าเช็ดตา อุ้มปลอบ หรือให้ดื่มน้ำตามทันที

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาด

เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย มีข้อห้ามบางประการที่คุณพ่อคุณแม่ต้องท่องจำให้ขึ้นใจ:

  • ห้ามดูดน้ำมูกบ่อยเกินความจำเป็น (แนะนำทำเฉพาะเวลาลูกมีอาการแน่นจมูกมากๆ เช่น ก่อนนอน หรือก่อนมื้อนม) เพราะการดูดบ่อยจะไปกระตุ้นให้เยื่อบุจมูกบวมและผลิตน้ำมูกออกมามากขึ้นไปอีก
  • ห้ามใช้ไม้พันสำลี (คอตตอนบัด) แคะเข้าไปในรูจมูกลึกๆ เพื่อกวาดน้ำมูก เพราะเสี่ยงต่อการดันน้ำมูกให้เข้าไปลึกขึ้น และอาจไปขูดโดนผนังจมูกจนเลือดออกได้
  • ห้ามใช้ปากดูดน้ำมูกจากจมูกลูกโดยตรง เพราะจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคจากลูกเข้าสู่ตัวคุณแม่เอง

อาการแบบไหนที่เกินเยียวยาที่บ้าน และควรพาไปพบแพทย์ทันที

แม้ว่าการเคลียร์ทางเดินหายใจเบื้องต้นจะช่วยบรรเทาอาการได้มาก แต่ถ้าลูกมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย อย่านิ่งนอนใจเด็ดขาดครับ ควรรีบพาไปโรงพยาบาล:

  • ลูกหายใจเหนื่อยหอบมากจนซี่โครงบุ๋ม ไหปลาร้าบุ๋ม หรือเวลาหายใจปีกจมูกบาน
  • ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเริ่มมีสีเขียวคล้ำ (แสดงว่าร่างกายขาดออกซิเจน)
  • ซึมลง ไม่ยอมดูดนม ร้องกวนไม่หยุด หรือหายใจมีเสียงดังแปลกๆ เช่น เสียงหวีด
  • ไข้สูงมากในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 3 เดือน

การดูแลลูกป่วยเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจและความใจเย็น ค่อยๆ ทำความเข้าใจร่างกายของลูก แล้วการผ่านช่วงเวลาที่ลูกไม่สบายไปก็จะราบรื่นขึ้นครับ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down