เสียงหายใจคร่อกแคร่กของลูกน้อยในยามดึก เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้คนเป็นพ่อแม่รู้สึกใจคอไม่ดีเอาเสียเลย ยิ่งเวลาเห็นเขานอนกระสับกระส่าย กินนมไม่ได้เพราะหายใจทางจมูกไม่ออก เราในฐานะคนดูแลก็พลอยเครียดตามไปด้วย หลายบ้านพยายามหาวิธีช่วยสารพัด หนึ่งในวิธีที่ได้ผลดีและนิยมทำกันมากคือการดูดน้ำมูก แต่ถ้าทำผิดวิธีจากที่จะช่วยให้ลูกหายใจโล่ง กลับกลายเป็นสร้างแผลในโพรงจมูกหรือทำให้บวมช้ำหนักกว่าเดิม วันนี้หมอเลยอยากมาเล่าให้ฟังแบบละเอียดว่าเราจะช่วยเคลียร์ทางเดินหายใจเจ้าตัวเล็กได้อย่างปลอดภัยและถูกวิธีที่สุดได้อย่างไร
ทำไมน้ำมูกถึงขังแน่น และทำไมลูกถึงเคลียร์เองไม่ได้
เวลาที่เด็กๆ เป็นหวัด เยื่อบุโพรงจมูกเขาจะบวมและผลิตเมือกออกมาชelมากเป็นพิเศษ ด้วยความที่ขนาดโพรงจมูกของเด็กยังเล็กจิ๋ว และตัวเขายังเล็กเกินกว่าจะสั่งน้ำมูกเองเป็น น้ำมูกเหนียวๆ เหล่านี้เลยไปกองรวมกันขวางทางลมหายใจ ทำให้เกิดเสียงคร่อกแคร่ก เวลาดูดนมก็ต้องอ้าปากหายใจไปด้วยเพราะจมูกตัน การช่วยเคลียร์ทางเดินหายใจจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อไม่ให้เสมหะหรือน้ำมูกไหลลงคอจนกลายเป็นหลอดลมหรือปอดอักเสบตามมา
อุปกรณ์ช่วยชีวิตคุณแม่: เลือกใช้ลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกแบบไหนดี
ก่อนจะเริ่มจัดการ เรามาทำความรู้จักอุปกรณ์กันก่อน ปัจจุบันมีเครื่องมือหลักๆ ที่คุณแม่นิยมใช้กันคือ
- ลูกยางซิลิโคนหรือลูกยางแดง: เหมาะกับเด็กทารกแรกเกิด หาซื้อง่าย ควบคุมแรงดูดได้ด้วยมือเราเอง ข้อดีคือราคาประหยัดและปลอดภัยถ้าใช้อย่างถูกวิธี
- เครื่องดูดน้ำมูกแบบใช้แรงปากดูด: ตัวนี้คุณแม่จะเป็นคนออกแรงดูดเองผ่านสายยาง มีกระเปาะดักน้ำมูกไม่ให้เข้าปากเรา ข้อดีคือปรับแรงดูดตามความเหนียวของน้ำมูกได้ดี
- เครื่องดูดน้ำมูกไฟฟ้า: สะดวก ไม่ต้องออกแรงดูดเอง มีเสียงดนตรีหรือแรงดูดสม่ำเสมอ เหมาะกับเด็กโตที่ดิ้นเก่ง
ขั้นตอนการเคลียร์จมูกให้ลูกน้อยแบบสเต็ปบายสเต็ป
การดูดน้ำมูกไม่ใช่แค่เอาเครื่องมือจิ้มลงไปแล้วดูดออกทันทีนะครับ ถ้าทำแบบนั้นเยื่อบุจมูกจะช้ำและอักเสบได้ง่าย เรามาดูขั้นตอนที่ถูกต้องกัน
1. หยอดน้ำเกลือเพื่อละลายน้ำมูกเหนียวๆ ก่อน
ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด ห้ามข้ามเด็ดขาด! ให้ใช้น้ำเกลือหยอดจมูก (Normal Saline 0.9%) หยอดข้างละ 1-2 หยด น้ำเกลือจะช่วยไปละลายน้ำมูกที่แห้งกรังหรือเหนียวข้นให้หลุดออกมาง่ายขึ้น และยังช่วยให้โพรงจมูกชุ่มชื้น ไม่แสบเวลาโดนดูด
2. จัดท่าทางให้ลูกนอนสบายและปลอดภัย
ให้ลูกนอนราบหรือกึ่งนั่งกึ่งนอน ห้ามอุ้มพาดบ่าหรือจับนอนคว่ำเด็ดขาดในขณะที่กำลังหยอดหรือดูดน้ำมูก เพื่อป้องกันสำลัก และช่วยให้เรามองเห็นรูจมูกชัดเจนขึ้น
3. เริ่มต้นดูดน้ำมูกอย่างนุ่มนวล
ถ้าใช้ลูกยางแดง ให้บีบลมออกนอกลูกยางให้หมดก่อนค่อยสอดปลายเข้าไปในรูจมูกเบาๆ (ไม่ต้องสอดลึกจนเกินไป แค่พอปิดปากรูจมูก) แล้วค่อยๆ คลายมือออกเพื่อให้เกิดแรงดูดน้ำมูกออกมา ทำทีละข้างสลับกันไป หากน้ำมูกยังแห้งอยู่ให้หยอดน้ำเกลือซ้ำได้
ข้อควรระวังสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่มักทำพลาด
แม้ว่าการดูดน้ำมูกจะช่วยให้ลูกหายใจโล่ง แต่ถ้าทำบ่อยเกินไปจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี หมอขอเน้นย้ำข้อควรระวังตามนี้ครับ
- อย่าทำบ่อยเกินความจำเป็น: การดูดน้ำมูกวันละ 2-3 ครั้งเฉพาะตอนที่แน่นมากๆ ก็พอแล้วครับ ถ้าทำทั้งวันเยื่อบุจมูกจะบวมอักเสบและผลิตน้ำมูกออกมามากกว่าเดิม
- ระวังเรื่องความสะอาด: อุปกรณ์ทุกชิ้นต้องล้างทำความสะอาดด้วยน้ำสบู่และลวกน้ำร้อน หรือนึ่งฆ่าเชื้อทุกครั้งหลังใช้งาน เพื่อป้องกันเชื้อโรคสะสม
- ไม่ควรใช้คอตตอนบัดแคะจมูก: ไม้พันสำลีมีโอกาสดันน้ำมูกให้เข้าไปลึกกว่าเดิม และอาจไปกระแทกผนังจมูกด้านในจนเลือดออกได้
สัญญาณเตือนแบบไหนที่ควรพามาหาหมอทันที
การดูดน้ำมูกเป็นการบรรเทาอาการเบื้องต้นที่บ้าน แต่ถ้าลูกมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย อย่ารอช้า ควรพามาตรวจที่โรงพยาบาลครับ
- หายใจหอบจนซี่โครงบาน ท้องบุ๋ม หรือปีกจมูกบานเวลาหายใจ
- ซึมลง ไม่ยอมดูดนม หรืออาเจียนตลอดเวลา
- มีไข้สูงร่วมด้วย โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 3 เดือน
- ริมฝีปากหรือเล็บเริ่มเขียวคล้ำ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ