ช่วงฤดูฝนต่อฤดูหนาวทีไร หมอมักจะเจอคุณพ่อคุณแม่จูงมือลูกน้อยที่มีอาการไอโขลกจนตัวโยน หายใจครืดคราด เข้ามาตรวจที่คลินิกด้วยความวิตกกังวลแทบทุกวัน และคำถามยอดฮิตที่หมอมักจะได้รับเสมอก็คือ "คุณหมอขอยาฆ่าเชื้อแรงๆ ให้ลูกหน่อยได้ไหม" หรือ "มียารักษา RSV โดยตรงเลยหรือเปล่า" สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า องค์ความรู้ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการรักษาโรค RSV ยังคงมีอยู่มาก ซึ่งความเข้าใจที่ผิดนี้บางครั้งอาจนำไปสู่การรักษาที่เกินความจำเป็นและอาจเป็นอันตรายต่อตัวเด็กเองได้
ทำไมยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อ ถึงไม่ใช่ทางออกของโรค RSV?
ความเข้าใจผิดอันดับต้นๆ ที่หมอเจอบ่อยที่สุดคือการคิดว่าเมื่อลูกป่วยหนัก มีไข้ และไอมีเสมหะ จะต้องกิน "ยาปฏิชีวนะ" หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่ายาฆ่าเชื้อ ความจริงก็คือ RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้เลย การให้ลูกกินยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น นอกจากจะไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นแล้ว ยังส่งผลเสียทำให้เกิดเชื้อดื้อยาในร่างกาย และทำลายจุลินทรีย์ดีในลำไส้ จนอาจทำให้ลูกมีอาการท้องเสียตามมาอีกด้วย
ยารักษา RSV โดยตรงไม่มีจริง แล้วเราจะช่วยลูกได้อย่างไร?
หลายคนอาจจะคุ้นเคยว่าเวลาเป็นไข้หวัดใหญ่เรามียาต้านไวรัสอย่างทามิฟลู (Tamiflu) แต่สำหรับ RSV นั้นแตกต่างออกไป ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจงสำหรับรักษาโรคนี้ การรักษาจึงเน้นไปที่การรักษาตามอาการเพื่อให้ร่างกายของเด็กฟื้นฟูและต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้เอง หมออยากให้มองว่าการรักษาตามอาการอย่างถูกวิธี เช่น การดูดเสมหะ การพ่นยาขยายหลอดลมในรายที่มีข้อบ่งชี้ และการเช็ดตัวลดไข้ คือหัวใจสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้ลูกผ่านช่วงวิกฤต 5-7 วันแรกไปได้
การซื้อยาแก้ไอและยาลดน้ำมูกให้ลูกกินเอง อาจทำให้อาการแย่ลง
เวลาเห็นลูกมีน้ำมูกไหลย้อยและไอแห้งๆ พ่อแม่มักจะรีบไปซื้อยาลดน้ำมูกหรือยาแก้ไอมาให้ลูกทานทันที แต่นี่คือจุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ยาลดน้ำมูกบางกลุ่มมีฤทธิ์ทำให้เสมหะและน้ำมูกแห้งและเหนียวข้นขึ้น ซึ่งในเด็กเล็กที่มีหลอดลมขนาดเล็กเท่าหลอดกาแฟ เสมหะที่เหนียวข้นนี้จะไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้หายใจลำบากยิ่งขึ้น ส่วนยาแก้ไอที่ออกฤทธิ์กดการไอ จะทำให้ร่างกายไม่สามารถขับเสมหะออกมาได้ ส่งผลให้เสมหะคั่งค้างในปอดและเสี่ยงต่อภาวะปอดอักเสบติดเชื้อซ้ำซ้อน
วิธีสังเกตอาการเมื่อไหร่ที่ควรรีบพาลูกไปโรงพยาบาลทันที
การดูแลลูกที่บ้านสามารถทำได้ตราบใดที่อาการยังไม่รุนแรง แต่พ่อแม่ต้องคอยสังเกตสัญญาณเตือนเหล่านี้อย่างใกล้ชิด หากพบอาการข้อใดข้อหนึ่ง ควรรีบพามาพบแพทย์โดยด่วน:
- หายใจเร็วและแรงกว่าปกติ: สังเกตจากหน้าอกที่บุ๋มลงไปขณะหายใจ หรือปีกจมูกบานออก
- หายใจมีเสียงวี้ด: สัญญาณบ่งบอกว่าหลอดลมเริ่มตีบตัว
- ซึมลง ไม่ยอมกินนมหรือน้ำ: เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำรุนแรง
- ริมฝีปากหรือปลายมือปลายเท้ามีสีคล้ำช้ำ: แสดงว่าร่างกายเริ่มขาดออกซิเจน
การล้างจมูกและดูดเสมหะ เรื่องสำคัญที่ต้องทำอย่างถูกวิธี
การระบายเสมหะและน้ำมูกออกจากทางเดินหายใจเป็นวิธีช่วยให้ลูกหายใจสะดวกขึ้นที่ดีที่สุด แต่ทักษะนี้ต้องการความระมัดระวังสูง การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือควรทำอย่างเบามือและใช้ปริมาณน้ำเกลือที่เหมาะสมกับช่วงอายุของเด็ก สำหรับทารกแรกเกิดหรือเด็กเล็กมากๆ หมอแนะนำให้ใช้วิธีหยดน้ำเกลือแล้วใช้ลูกยางแดงดูดออกเบาๆ ไม่ควรฉีดน้ำเกลือแรงๆ เพราะอาจทำให้เด็กสำลักหรือเชื้อโรคแพร่กระจายเข้าสู่หูชั้นกลางจนเกิดการอักเสบได้ หากไม่มั่นใจ ควรให้พยาบาลหรือนักกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลช่วยสอนวิธีการที่ถูกต้องก่อน
สุดท้ายนี้ หมออยากฝากไว้ว่า การรักษา RSV ไม่ใช่เรื่องของการหายาที่แรงที่สุดมารักษา แต่คือการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ประคับประคองร่างกายของลูกให้อยู่ในสภาวะที่หายใจได้สะดวกที่สุด พักผ่อนให้เพียงพอ และได้รับน้ำอย่างเหมาะสม ความเข้าใจที่ถูกต้องของผู้ปกครองคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้ลูกน้อยปลอดภัยและฟื้นตัวจากโรคนี้ได้อย่างรวดเร็ว