"คุณหมอ ช่วยดูหน่อยได้ไหม พักนี้ลูกไม่ค่อยสบตา เรียกชื่อก็ไม่หัน แถมยังพูดช้ากว่าเด็กวัยเดียวกันอีก จะเป็นออทิสติกไหม" นี่คือหนึ่งในความกังวลใจอันดับต้นๆ ของพ่อแม่ยุคนี้ที่เดินเข้ามาปรึกษาหมอในห้องตรวจ หลายครั้งที่หมอซักประวัติเพิ่มเติมแล้วพบว่า เด็กๆ มักจะอยู่กับหน้าจอมือถือ แท็บเล็ต หรือทีวีเป็นเวลานานหลายชั่วโมงต่อวัน อาการที่แสดงออกมาจึงไม่ใช่โรคออทิสติกมาตั้งแต่กำเนิด แต่เป็นสิ่งที่เราเรียกว่า ภาวะออทิสติกเทียมในเด็ก ซึ่งเกิดจากการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมรอบตัว
ออทิสติกแท้ กับ ออทิสติกเทียม ต่างกันอย่างไร?
เพื่อไม่ให้ตื่นตระหนกจนเกินไป เราต้องเข้าใจก่อนว่าสองภาวะนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในเรื่องของสาเหตุ
โรคออทิสติกแท้ (Autism Spectrum Disorder - ASD) เป็นความผิดปกติของพัฒนาการทางสมองที่มีมาตั้งแต่กำเนิด ส่งผลต่อการสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และพฤติกรรมที่เป็นแบบแผนซ้ำๆ ซึ่งเป็นภาวะที่ติดตัวไปตลอดชีวิต แต่สามารถส่งเสริมพัฒนาการให้ดีขึ้นได้หากได้รับการบำบัดอย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ
ขณะที่ ภาวะออทิสติกเทียมในเด็ก ไม่ใช่โรคทางสมองโดยกำเนิด แต่เป็นภาวะที่เด็กขาดการกระตุ้นพัฒนาการอย่างเหมาะสมจากการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ มักเกิดจากการปล่อยให้เด็กอยู่กับสื่อหน้าจอมากเกินไป จนทำให้เด็กแสดงอาการคล้ายกับเด็กที่เป็นออทิสติกแท้ แต่ข้อดีคือ ภาวะนี้สามารถรักษาให้หายและกลับมามีพัฒนาการตามวัยได้ หากปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดูอย่างจริงจัง
หน้าจอและแท็บเล็ต: ตัวการหลักที่ทำร้ายพัฒนาการลูกโดยไม่รู้ตัว
ในยุคที่เทคโนโลยีเข้าถึงง่าย พ่อแม่หลายคนอาจใช้หน้าจอเป็น "พี่เลี้ยงจำเป็น" เพื่อให้ลูกอยู่นิ่งๆ หรือทานข้าวได้เยอะขึ้น แต่รู้หรือไม่ว่า สมองของเด็กวัยแรกเกิดถึงสามขวบต้องการการกระตุ้นผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าและการตอบสนองแบบสองทาง (Two-way communication)
ทำไมการปล่อยลูกอยู่กับหน้าจอ ถึงทำให้เกิดอาการเลียนแบบออทิสติก
การจ้องหน้าจอเป็นการสื่อสารทางเดียว (One-way communication) ภาพที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและเสียงที่ฉูดฉาดทำให้สมองของเด็กถูกกระตุ้นมากเกินไป เด็กจะกลายเป็นผู้รับสารฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องคิด ตอบโต้ หรือแสดงอารมณ์ร่วม เมื่อสมองชินกับการกระตุ้นที่รวดเร็วเช่นนั้น สมองส่วนหน้าที่มีหน้าที่ควบคุมสมาธิ อารมณ์ และการเรียนรู้ภาษาจึงไม่ได้รับการพัฒนา ส่งผลให้เด็กขาดทักษะในการเข้าสังคมและเลียนแบบพฤติกรรมแยกตัวคล้ายกับเด็กออทิสติก
สัญญาณเตือนแบบไหน ที่บอกว่าลูกอาจกำลังเผชิญภาวะนี้
หากสังเกตเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ในตัวลูกน้อยหลังจากการใช้หน้าจอเป็นเวลานาน ควรรีบประเมินและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทันที
- ไม่สบตาหรือหลบตา: เวลาพูดคุยด้วย ลูกมักจะไม่มองหน้า ไม่สบตาสนทนา หรือมองผ่านๆ เหมือนเราไม่มีตัวตน
- เรียกชื่อแล้วนิ่งเฉย: เวลาเรียกชื่อลูก ลูกจะไม่หันมาสบตาหรือสนใจ ราวกับไม่ได้ยินเสียงเรียก
- พูดช้าหรือพูดภาษาต่างดาว: ไม่สามารถสื่อสารเป็นคำที่มีความหมายได้ตามวัย หรือบางคนพูดเลียนแบบเสียงในยูทูบแต่สื่อสารในชีวิตจริงไม่ได้
- เล่นกับคนอื่นไม่เป็น: ชอบเล่นคนเดียว ไม่สนใจเพื่อนในวัยเดียวกัน ขาดความสนใจร่วมกับผู้อื่น (Joint attention)
- อารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง: เมื่อถูกปิดหน้าจอหรือไม่ได้เล่นมือถือ จะมีอาการกรีดร้อง ดิ้นรน หรือก้าวร้าวอย่างรุนแรง
เปลี่ยนพฤติกรรมด่วน! วิธีดึงลูกกลับมาจากโลกสี่เหลี่ยม
การแก้ไขภาวะนี้ต้องอาศัยความตั้งใจจริงและความสม่ำเสมอของทุกคนในครอบครัว ยิ่งปรับเปลี่ยนเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่พัฒนาการของลูกจะกลับมาเป็นปกติก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
กฎเหล็กงดหน้าจอ และการกระตุ้นพัฒนาการที่ได้ผลจริง
- ทำ Screen Detox อย่างจริงจัง: งดการใช้มือถือ แท็บเล็ต และการดูทีวีโดยเด็ดขาดสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่าสองขวบ ส่วนเด็กที่โตกว่านั้นควรจำกัดเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงต่อวันและต้องมีผู้ปกครองนั่งดูด้วยเสมอเพื่อคอยอธิบาย
- เน้นการสื่อสารแบบสองทาง: ชวนลูกคุยบ่อยๆ มองหน้าสบตาทุกครั้งที่พูดคุย เล่านิทาน ร้องเพลงร่วมกัน เพื่อกระตุ้นการฟังและการออกเสียง
- สร้างกิจกรรมทดแทน: พาลูกออกไปเล่นทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น สวนสาธารณะ เล่นดิน เล่นทราย เพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสและการปรับตัวในสังคม
- ฝึกให้ลูกช่วยตัวเองในชีวิตประจำวัน: การทำงานบ้านง่ายๆ หรือการหยิบจับของเล่น จะช่วยฝึกสมาธิและความมั่นใจให้กับเด็กได้เป็นอย่างดี
ปรับพฤติกรรมแล้วยังไม่ดีขึ้น นานแค่ไหนที่ต้องพามาหาหมอ
หลังจากที่ครอบครัวได้ร่วมกันปรับพฤติกรรม งดหน้าจอ และเพิ่มการปฏิสัมพันธ์อย่างเต็มที่แล้ว โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นภายในระยะเวลาประมาณสองถึงสามสัปดาห์ และจะค่อยๆ ดีขึ้นอย่างชัดเจนในหนึ่งถึงสามเดือน
อย่างไรก็ตาม หากได้ลองปรับพฤติกรรมอย่างเข้มงวดแล้วเป็นเวลาสามเดือน แต่ลูกยังคงมีอาการพูดช้า ไม่สบตา เรียกไม่หัน หรือมีความผิดปกติทางด้านพัฒนาการด้านอื่นๆ ควรรีบพามาพบกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรม เพื่อเข้ารับการตรวจประเมินอย่างละเอียด เพราะลูกอาจจะมีภาวะออทิสติกแท้ หรือปัญหาด้านพัฒนาการด้านอื่นที่ต้องการการบำบัดรักษาจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
สิ่งสำคัญที่สุดคือการมอบเวลาและการเอาใจใส่ให้กับลูก เพราะไม่มีเทคโนโลยีหรือหน้าจอใดที่จะสามารถทดแทนความรักและการปฏิสัมพันธ์จากพ่อแม่ได้เลย