วันก่อนมีคุณแม่ท่านหนึ่งพาลูกชายวัยสองขวบครึ่งมาตรวจที่คลินิกด้วยความวิตกกังวลอย่างมาก คุณแม่เล่าว่าลูกไม่ยอมสบตา เรียกชื่อก็ไม่หัน ไม่พูดเป็นคำ มีเพียงเสียงอืออาในคอ แต่แปลกตรงที่หากยื่นโทรศัพท์มือถือให้ เด็กจะเปิดดูวิดีโอเองได้อย่างคล่องแคล่ว อาการเหล่านี้ทำให้ครอบครัวกลัวว่าลูกจะเป็นออทิสติก ทว่าเมื่อหมอได้ซักประวัติอย่างละเอียดและตรวจร่างกายอย่างถี่ถ้วน พบว่าแท้จริงแล้วเด็กไม่ได้เป็นโรคออทิสติกมาตั้งแต่กำเนิด แต่กำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า ภาวะออทิสติกเทียมในเด็ก ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมรอบตัว
ทำความเข้าใจกันใหม่: ออทิสติกเทียม ต่างจากออทิสติกแท้อย่างไร?
หลายคนมักเข้าใจสับสนระหว่างสองภาวะนี้ สำหรับออทิสติกแท้ หรือโรคออทิสติกสเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder) เป็นความผิดปกติของพัฒนาการสมองที่เกิดขึ้นตั้งแต่กำเนิด มีสาเหตุจากพันธุกรรมหรือปัจจัยทางชีวภาพ ซึ่งส่งผลกระทบระยะยาวต่อการสื่อสารและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
ในทางกลับกัน ภาวะออทิสติกเทียมในเด็ก ไม่ใช่โรคทางพันธุกรรม แต่เป็นภาวะที่เด็กขาดการกระตุ้นพัฒนาการอย่างเหมาะสมในช่วงวัยที่สมองกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงอายุแรกเกิดถึงสามขวบ อาการที่แสดงออกจะคล้ายคลึงกับออทิสติกแท้ เช่น ไม่สบตา พูดช้า และชอบเล่นคนเดียว แต่ความแตกต่างที่สำคัญคือ ภาวะออทิสติกเทียมสามารถรักษาให้หายและกลับมามีพัฒนาการปกติได้ หากได้รับการปรับพฤติกรรมและกระตุ้นพัฒนาการอย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ
หน้าจอสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต: ตัวการร้ายที่สร้างอาการเลียนแบบออทิสติก
ในยุคที่เทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่าย พ่อแม่หลายคนเลือกใช้โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือโทรทัศน์ เป็นเสมือนพี่เลี้ยงอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ลูกอยู่นิ่งๆ ไม่กวนใจ การปล่อยให้ลูกจ้องหน้าจอเป็นเวลานานส่งผลเสียต่อสมองอย่างรุนแรงเนื่องจากการสื่อสารผ่านหน้าจอเป็นการสื่อสารทางเดียว (One-way Communication) เด็กเพียงแค่รับข้อมูลภาพและเสียงที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการโต้ตอบ
เมื่อสมองส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับภาษา การเข้าสังคม และการยับยั้งชั่งใจไม่ได้รับการกระตุ้นจากการปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์จริง เช่น การพูดคุย การสบตา หรือการเล่นร่วมกัน สมองส่วนนี้จึงหยุดชะงักการพัฒนา ส่งผลให้เด็กแสดงพฤติกรรมคล้ายกับเด็กออทิสติกในที่สุด
สัญญาณเตือนที่คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกต: ลูกเรากำลังเข้าข่ายออทิสติกเทียมหรือไม่?
ลองสังเกตพฤติกรรมของลูกรักในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้หลายข้อร่วมกัน ควรเริ่มตระหนักถึงภาวะออทิสติกเทียม:
- หลีกเลี่ยงการสบตา: เวลาพูดคุยหรือเล่นด้วย เด็กมักไม่มองหน้า ไม่สบตา หรือมองผ่านไปที่อื่น
- ไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียก: เมื่อเรียกชื่อ เด็กจะนิ่งเฉยเหมือนไม่ได้ยิน แต่หากเป็นเสียงเพลงจากหน้าจอจะหันทันที
- พัฒนาการทางภาษาล่าช้า: พูดช้ากว่าเกณฑ์ ไม่พูดเป็นคำที่มีความหมาย หรือชอบพูดภาษาต่างดาวที่เลียนแบบมาจากหน้าจอ
- อารมณ์รุนแรงเมื่อถูกขัดใจ: มีอาการกรีดร้อง อาละวาด ขว้างปาข้าวของ หรือทำร้ายตัวเองเมื่อถูกยึดโทรศัพท์มือถือหรือปิดหน้าจอ
- ไม่สนใจคนรอบข้าง: ชอบเล่นคนเดียว ไม่แบ่งปันของเล่น และไม่รู้วิธีการเล่นกับเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน
วิธีปรับพฤติกรรมเพื่อดึงลูกกลับคืนสู่โลกความจริง
ข่าวดีคือสมองของเด็กปฐมวัยมีความยืดหยุ่นสูงมาก หากรู้เท่าทันและรีบแก้ไขอย่างรวดเร็ว พัฒนาการของลูกจะสามารถฟื้นฟูกลับมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่พ่อแม่ต้องทำร่วมกันดังนี้:
งดหน้าจอทุกชนิดแบบเด็ดขาด
ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการดีท็อกซ์หน้าจอ ควรงดการใช้งานสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และโทรทัศน์สำหรับเด็กอายุต่ำกว่าสองขวบอย่างเด็ดขาด ส่วนเด็กที่โตกว่านั้นควรจำกัดเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงต่อวันและต้องมีผู้ปกครองนั่งดูด้วยเสมอเพื่อคอยชวนคุยและอธิบายเนื้อหา
เพิ่มเวลาคุณภาพและการสื่อสารสองทาง
ทดแทนเวลาหน้าจอด้วยการพูดคุยกับลูกให้มากขึ้น เวลาพูดคุยให้ย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกัน สบตา พูดคุยด้วยประโยคสั้นๆ ชัดเจน ชวนอ่านนิทาน ร้องเพลง หรือเล่าเรื่องราวรอบตัวให้ลูกฟังเพื่อกระตุ้นให้เด็กพยายามโต้ตอบกลับมา
ส่งเสริมการเล่นที่ใช้ประสาทสัมผัสและการเข้าสังคม
พาลูกออกไปเล่นทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น การเล่นทราย เล่นน้ำ ปั่นจักรยาน หรือพาลูกไปสนามเด็กเล่นเพื่อเปิดโอกาสให้ได้เจอกับเพื่อนวัยเดียวกัน การเล่นร่วมกับผู้อื่นจะช่วยพัฒนาทักษะการปรับตัว การแบ่งปัน และการเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่นได้เป็นอย่างดี
เมื่อไหร่ที่ควรพาลูกมาตรวจเช็กอย่างละเอียดกับหมอเด็ก?
แม้ว่าจะเริ่มปรับพฤติกรรมตามคำแนะนำข้างต้นแล้ว แต่หากผ่านไปประมาณสองถึงสามสัปดาห์ พฤติกรรมของลูกยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น หรือพบว่าเด็กมีอาการเกร็ง อารมณ์รุนแรงจนควบคุมไม่ได้ หรือไม่ยอมสื่อสารใดๆ เลย ควรพาลูกมาพบกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรมทันที การประเมินอย่างละเอียดจะช่วยแยกแยะระหว่างภาวะออทิสติกเทียมและออทิสติกแท้ เพื่อให้ได้รับการบำบัดรักษาด้วยกิจกรรมบำบัดหรือฝึกพูดอย่างถูกต้องตรงจุดต่อไป อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์เพราะทุกนาทีของพัฒนาการเด็กนั้นมีค่าอย่างยิ่ง