หลายครอบครัวเดินเข้ามาปรึกษาหมอที่คลินิกด้วยความกังวลใจอย่างมาก หลังจากสังเกตเห็นว่าลูกน้อยที่เคยร่าเริงเริ่มมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปทีละนิด ไม่ค่อยสบตา เรียกชื่อก็ทำเป็นไม่ได้ยิน เอาแต่เล่นคนเดียว และบางครั้งก็มีอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง สิ่งแรกที่แล่นเข้ามาในหัวของคนเป็นพ่อแม่คือความกลัวว่าลูกกำลังเผชิญกับโรคออทิสติก แต่เมื่อหมอได้ชวนคุยและซักประวัติลึกลงไปถึงกิจวัตรประจำวัน ก็มักจะพบจุดร่วมสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือการปล่อยให้เด็กใช้เวลาอยู่กับหน้าจอสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือโทรทัศน์เป็นเวลานานหลายชั่วโมงต่อวัน อาการเหล่านี้แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่โรคออทิสติกโดยกำเนิด แต่เป็น ภาวะออทิสติกเทียมในเด็ก ที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดู
ทำความรู้จักกับภาวะออทิสติกเทียม: เมื่อหน้าจอกำลังแย่งพัฒนาการของลูก
ภาวะออทิสติกเทียมในเด็ก ไม่ใช่โรคทางพันธุกรรมหรือความผิดปกติของโครงสร้างสมองมาตั้งแต่กำเนิดเหมือนกับโรคออทิสติกแท้ (Autism Spectrum Disorder) แต่เป็นภาวะที่เด็กขาดการกระตุ้นพัฒนาการอย่างเหมาะสมในวัยที่สมองกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเสพสื่อผ่านหน้าจอมากเกินไป
การปล่อยให้ลูกอยู่กับหน้าจอเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว (One-way Communication) เด็กมีหน้าที่เพียงแค่นั่งรับข้อมูล ภาพเคลื่อนไหวรวดเร็ว และเสียงที่น่าตื่นเต้น โดยไม่มีการโต้ตอบ ไม่มีบทสนทนาสองทาง และไม่ได้ฝึกใช้ทักษะการสังเกตสีหน้า ท่าทาง หรืออารมณ์ของคนรอบข้าง เมื่อสมองของเด็กคุ้นชินกับการรับข้อมูลแบบรวดเร็วและไม่ต้องใช้ความพยายามในการสื่อสาร จึงส่งผลให้พัฒนาการด้านภาษา การเข้าสังคม และอารมณ์หยุดชะงักไปชั่วคราว จนแสดงอาการออกมาคล้ายกับเด็กที่เป็นออทิสติกแท้
ลูกเราเป็นออทิสติกแท้ หรือแค่ติดหน้าจอจนกลายเป็นออทิสติกเทียม?
การแยกแยะระหว่างสองภาวะนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะแนวทางในการดูแลรักษาและพยากรณ์โรคมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยสามารถสังเกตความต่างได้ดังนี้
- โรคออทิสติกแท้: เป็นความผิดปกติของระบบประสาทและสมองตั้งแต่กำเนิด มักจะแสดงอาการให้เห็นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วัยทารก ไม่ว่าจะได้รับการกระตุ้นพัฒนาการดีเพียงใดก็ตาม อาการจะติดตัวไปตลอดชีวิต แต่สามารถพัฒนาให้ช่วยเหลือตัวเองได้ดีขึ้นหากได้รับการบำบัดอย่างสม่ำเสมอ
- ภาวะออทิสติกเทียมในเด็ก: เกิดจากปัจจัยภายนอกและการเลี้ยงดู มักพบในเด็กที่เคยมีพัฒนาการปกติมาก่อน สบตาดี ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่พัฒนาการเริ่มถดถอยลงหลังจากเริ่มติดหน้าจอ ข้อดีคือภาวะนี้สามารถรักษาให้หายขาดจนเด็กกลับมามีพัฒนาการสมวัยได้ หากได้รับการปรับพฤติกรรมและงดหน้าจออย่างจริงจัง
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าลูกอาจกำลังเผชิญภาวะนี้
คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตอาการของลูกรักได้จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน หากมีอาการเหล่านี้หลายข้อร่วมกัน ควรเริ่มหันกลับมาทบทวนเรื่องการใช้หน้าจอของลูกทันที
1. ไม่สบตา หลบตา และไม่สนใจคนรอบข้าง
เวลาพูดคุยด้วย ลูกมักจะไม่ยอมมองหน้า ไม่สบตา หรือสบตาเพียงเสี้ยววินาทีแล้วหันไปทางอื่น ราวกับว่ามีกำแพงบางอย่างกั้นระหว่างตัวเขากับคนรอบข้าง
2. เรียกชื่อแล้วนิ่งเฉย เหมือนไม่ได้ยิน
เมื่อคุณพ่อคุณแม่เรียกชื่อเพื่อชวนคุยหรือชวนเล่น ลูกจะไม่หันมาตอบรับ ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ จนบางครั้งผู้ปกครองเข้าใจผิดคิดว่าลูกมีความผิดปกติทางการได้ยิน
3. พัฒนาการด้านภาษาล่าช้ากว่าวัย
พูดช้า ไม่ยอมพูดเป็นคำที่มีความหมาย หรือบางรายอาจพูดภาษาต่างดาวที่ฟังไม่รู้เรื่อง พูดเลียนแบบเสียงจากในวิดีโอหรือการ์ตูนที่ดูซ้ำๆ โดยไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง
4. เล่นไม่เหมาะสมและไม่สนใจเล่นกับเด็กคนอื่น
มักจะเล่นของเล่นแปลกไปจากเด็กทั่วไป เช่น เอาแต่หมุนล้อรถของเล่นซ้ำๆ นำของเล่นมาเรียงเป็นเส้นตรงยาวๆ แทนที่จะเล่นตามจินตนาการ และเมื่อพาไปเจอเด็กในวัยเดียวกันก็จะไม่สนใจเข้าไปร่วมวงเล่นด้วย
5. อารมณ์แปรปรวนรุนแรงเมื่อไม่ได้ดูหน้าจอ
มีอาการกรีดร้อง อาละวาด ขว้างปาข้าวของ หรือทำร้ายตัวเองและผู้อื่นทันทีที่โดนแย่งสมาร์ทโฟนหรือปิดทีวี เนื่องจากสมองส่วนควบคุมอารมณ์ถูกกระตุ้นด้วยสารโดปามีนจากหน้าจออย่างรุนแรงจนขาดความยับยั้งชั่งใจ
วิธีช่วยลูกรักให้กลับมาร่าเริงสมวัย: แนวทางการปรับพฤติกรรมที่ทำได้จริง
หากคุณพ่อคุณแม่เริ่มสงสัยว่าลูกกำลังมีภาวะออทิสติกเทียม สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การตื่นตระหนก แต่คือการตั้งสติและเริ่มปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูทันทีด้วยวิธีดังต่อไปนี้
งดหน้าจอทุกชนิดแบบหักดิบ
สำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี แนะนำให้งดการใช้หน้าจอทุกชนิดโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต โทรทัศน์ หรือคอมพิวเตอร์ ส่วนเด็กที่โตกว่านั้นควรจำกัดเวลาไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง และต้องมีผู้ปกครองนั่งดูอยู่ด้วยเสมอเพื่อคอยชวนคุยและอธิบายเนื้อหา
เพิ่มเวลาทองในการสื่อสารสองทาง
ทดแทนเวลาหน้าจอด้วยการพูดคุยกับลูกให้มากขึ้น เวลาพูดคุยให้ย่อตัวลงมาอยู่ในระดับสายตาของลูก สบตาอย่างอบอุ่น ชวนคุยเกี่ยวกับสิ่งรอบตัว เล่านิทานก่อนนอน หรือร้องเพลงร่วมกัน เพื่อกระตุ้นให้สมองส่วนการรับรู้และการออกเสียงได้ทำงาน
เน้นกิจกรรมที่ได้ลงมือทำจริงและออกกำลังกายกลางแจ้ง
พาลูกออกไปวิ่งเล่นที่สนามเด็กเล่น สัมผัสดิน ทราย น้ำ และธรรมชาติรอบตัว กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยระบายพลังงานส่วนเกินและลดความเครียด แต่ยังช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสรอบด้านและการทำงานของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ซึ่งดีกว่าการนั่งมองหน้าจอเป็นไหนๆ
ดึงลูกเข้ามามีส่วนร่วมในงานบ้านง่ายๆ
การชวนลูกช่วยเก็บของเล่นกวาดบ้าน พับผ้า หรือเตรียมอาหาร เป็นการฝึกการทำงานประสานกันของร่างกาย ฝึกการทำตามคำสั่ง และช่วยเพิ่มความภาคภูมิใจในตัวเองให้แก่เด็กอีกด้วย
เมื่อไหร่ที่ต้องพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียด
หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดู งดหน้าจออย่างเด็ดขาด และเพิ่มการปฏิสัมพันธ์อย่างมีคุณภาพร่วมกันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 2 ถึง 4 สัปดาห์ โดยทั่วไปแล้วเด็กที่มีภาวะออทิสติกเทียมจะเริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มกลับมาสบตา ฟังคำสั่ง และพยายามสื่อสารมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากปรับพฤติกรรมอย่างเข้มงวดแล้วเป็นเวลา 1 เดือนขึ้นไป แต่ลูกยังคงไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น ยังคงแยกตัว ไม่สบตา หรือพัฒนาการด้านภาษาหยุดนิ่ง หมอแนะนำว่าควรรีบพามาพบกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรม เพื่อทำการตรวจประเมินอย่างละเอียด เพราะลูกอาจจะมีภาวะออทิสติกแท้ หรือมีความบกพร่องด้านการเรียนรู้อื่นๆ ซ่อนอยู่ ซึ่งการได้รับการวินิจฉัยและบำบัดตั้งแต่อายุยังน้อยจะช่วยให้ผลการรักษาดีที่สุด