เคยสังเกตไหมว่าทำไมเจ้าตัวเล็กที่เพิ่งกินอิ่มหมาดๆ ถึงเริ่มมีอาการบิดตัวไปมา หน้าดำหน้าแดง ร้องไห้โยเยพร้อมกับงอเข่าขึ้นมาแนบชิดอก อาการเหล่านี้มักสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ไม่น้อย หลายครั้งที่เราคิดว่าลูกแค่หิวนมหรือผ้าอ้อมเต็ม แต่จริงๆ แล้ว เบื้องหลังอาการงอแงเหล่านั้นอาจเกิดจากความอึดอัดภายในร่างกายที่เรียกว่า ภาวะท้องอืดและแรงดันในช่องท้อง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่พบได้บ่อยมากในเด็กทารกแรกเกิดถึงช่วงอายุสี่เดือนแรก
ทำไมทารกถึงมีลมในท้องเยอะ และแรงดันในช่องท้องเกิดขึ้นได้อย่างไร?
เพื่อทำความเข้าใจอาการของลูกน้อย เราต้องย้อนกลับมาดูโครงสร้างร่างกายของเด็กทารกก่อน ระบบร่างกายของพวกเขายังแตกต่างจากผู้ใหญ่อยู่มาก โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดแก๊สสะสมและแรงดันมีดังนี้
ระบบย่อยอาหารของเจ้าตัวเล็กที่ยังเติบโตไม่เต็มที่
ในช่วงเดือนแรกๆ ของชีวิต ทางเดินอาหารของทารกยังอยู่ในกระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยนมยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพร้อยเปอร์เซ็นต์ ประกอบกับจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ยังเติบโตไม่เต็มที่ ทำให้นมที่กินเข้าไปอาจย่อยได้ไม่หมดและเกิดการหมักหมมจนกลายเป็นแก๊สในทางเดินอาหาร ส่งผลให้เกิดภาวะท้องอืดและแรงดันในช่องท้องตามมา
การกลืนลมเข้าไปโดยไม่ตั้งใจระหว่างวัน
ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ลูกดูดนมแม่ด้วยท่าทางที่ไม่กระชับ หรือการดูดนมจากขวดที่ไหลเร็วเกินไป ลมจะเล็ดลอดผ่านมุมปากเข้าไปสะสมในกระเพาะอาหาร ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่ทารกร้องไห้เสียงดัง พวกเขาจะสูดลมเข้าท้องไปในปริมาณมาก ซึ่งลมเหล่านี้หากไม่ได้รับการระบายออกก็จะกลายเป็นแก๊สที่สร้างความอึดอัดและเพิ่มแรงดันในพุงน้อยๆ ของลูก
กล้ามเนื้อหน้าท้องและหูรูดยังทำงานไม่ประสานกัน
เมื่อมีลมหรืออุจจาระอยู่ในลำไส้ ร่างกายจะตอบสนองด้วยการพยายามขับออก สำหรับผู้ใหญ่อย่างเรา การเบ่งคือการเกร็งหน้าท้องและผ่อนคลายหูรูดทวารหนักพร้อมๆ กัน แต่ในทารก สมองของเขายังควบคุมกล้ามเนื้อเหล่านี้ให้ทำงานประสานกันได้ไม่ดีนัก เวลาที่เขาอยากระบายลม เขาอาจจะเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องเพื่อเพิ่มแรงดันในช่องท้อง แต่ดันไปเกร็งปิดหูรูดทวารหนักด้วย ผลที่เห็นคือลูกจะเบ่งจนตัวแดง ร้องครางครืดคราด แต่ลมหรืออึก็ยังไม่ออกมาเสียที
อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าลูกกำลังอึดอัดจากแก๊สและแรงดันในท้อง
เนื่องจากทารกยังพูดไม่ได้ การสังเกตภาษากายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเรียนรู้ อาการเด่นชัดที่ชี้ว่าลูกกำลังเผชิญกับความอึดอัดในช่องท้อง มีดังนี้
- พุงป่องและตึงเกร็ง: เมื่อใช้นิ้วมือเคาะเบาๆ ที่บริเวณท้องของลูกแล้วมีเสียงโปร่งๆ คล้ายเสียงกลอง และรู้สึกว่าหน้าท้องตึงแข็งกว่าปกติ
- ชอบงอเข่าเข้าหาตัว: การดึงขาและเข่าขึ้นมาแนบชิดหน้าท้องเป็นสัญชาตญาณในการพยายามลดแรงดันและขับไล่ลมในลำไส้
- ร้องไห้งอแงหลังจากกินนมเสร็จ: มักเกิดขึ้นประมาณยี่สิบถึงสามสิบนาทีหลังมื้อนม โดยเฉพาะในช่วงเย็นหรือหัวค่ำ
- ผืดผาดและบิดตัวบ่อยๆ: ลูกดูเหมือนนอนหลับไม่สนิท มีการบิดตัวไปมาบ่อยครั้งร่วมกับการส่งเสียงครางเบาๆ ในคอ
วิธีง่ายๆ ที่ช่วยระบายลมและลดแรงดันในท้อง ให้ลูกกลับมาสบายตัว
เมื่อเข้าใจแล้วว่าความอึดอัดนี้เกิดจากอะไร เราสามารถช่วยบรรเทาอาการและผ่อนคลายแรงดันในช่องท้องของลูกได้ด้วยวิธีธรรมชาติที่ปลอดภัยและทำเองได้ที่บ้าน
ท่าบริหารปั่นจักรยานอากาศและพับสะโพก
จับลูกนอนหงายในท่าที่สบาย จับขาทั้งสองข้างของลูกเบาๆ แล้วขยับงอเข่าสลับซ้ายขวาคล้ายกับการปั่นจักรยาน ท่านี้จะช่วยกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้ หลังจากนั้นลองจับเข่าทั้งสองข้างงอพร้อมกันแล้วกดดันเข้าหาหน้าท้องเบาๆ ค้างไว้ห้าถึงสิบวินาที เพื่อช่วยระบายแก๊สที่สะสมอยู่ส่วนล่างให้ออกมาทางทวารหนัก
ท่านวดกระตุ้นการทำงานของลำไส้
ใช้น้ำมันนวดผิวสำหรับเด็กทาที่ฝ่ามือเพื่อลดแรงเสียดทาน จากนั้นใช้ปลายนิ้วนวดวนเป็นวงกลมตามเข็มนาฬิการอบสะดือของลูก (การนวดตามเข็มนาฬิกาคือทิศทางเดียวกับการเคลื่อนที่ของลำไส้ใหญ่) ท่านี้จะช่วยไล่ลมที่ค้างอยู่ในลำไส้ให้เคลื่อนที่ลงต่ำและระบายออกได้ง่ายขึ้น
การปรับเปลี่ยนวิธีป้อนนมและการเลือกจุกนมที่เหมาะสม
หากลูกกินนมแม่ ควรปรับท่าอุ้มให้ศีรษะของลูกอยู่สูงกว่าลำตัวเล็กน้อย และดูแลให้ริมฝีปากของลูกอมงับเต้านมให้มิดถึงลานนมเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเข้า หากลูกกินนมขวด ควรเลือกจุกนมที่มีขนาดรูพอดีกับช่วงวัย ไม่ไหลเร็วเกินไป และคอยเอียงขวดนมให้มีน้ำนมเต็มจุกนมอยู่เสมอเพื่อไม่ให้ลูกดูดลมเข้าไป
ให้ความสำคัญกับการอุ้มเรอ
ทุกครั้งหลังมื้อนม ไม่ว่าจะกินอิ่มมากหรือน้อย ควรอุ้มลูกเรอเสมอ ท่าที่แนะนำคือการอุ้มพาดบ่าโดยให้หน้าอกของลูกพิงกับไหล่ของเรา แล้วใช้ฝ่ามือลูบหลังขึ้นเบาๆ หรือการจับลูกนั่งบนตัก ใช้มือประคองคางและหน้าอกของลูกไว้ แล้วลูบหลังขึ้นเพื่อช่วยดันฟองอากาศในกระเพาะอาหารออกมาก่อนที่จะเดินทางลงสู่ลำไส้
เมื่อไหร่ที่อาการแน่นท้องของลูกเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องไปพบแพทย์?
แม้ว่าภาวะท้องอืดและแรงดันในช่องท้องจะเป็นเรื่องธรรมชาติของวัยทารก แต่ในบางกรณี อาการท้องอืดอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะผิดปกติในระบบทางเดินอาหารที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นอาการร่วมดังต่อไปนี้ ควรรีบพาลูกไปพบกุมารแพทย์ทันที
- ลูกมีอาการอาเจียนบ่อยครั้ง โดยเฉพาะการอาเจียนออกมาเป็นสีเขียวหรือสีเหลืองปนน้ำดี
- มีไข้ร่วมกับอาการท้องอืดอย่างรุนแรง
- ถ่ายอุจจาระมีมูกเลือดปน หรือลูกไม่ถ่ายอุจจาระและไม่มีการผายลมเลยติดต่อกันหลายวัน
- ลูกร้องไห้โยเยอย่างรุนแรงแบบปลอบอย่างไรก็ไม่หยุด ร้องยาวนานกว่าปกติ และดูเหมือนมีอาการเจ็บปวดอย่างมากเมื่อสัมผัสที่หน้าท้อง
- น้ำหนักตัวของลูกไม่ขึ้นตามเกณฑ์ หรือมีภาวะซึมและไม่ยอมดูดนม
การเข้าใจธรรมชาติและพัฒนาการทางร่างกายของลูกน้อยจะช่วยลดความกังวลใจให้คุณพ่อคุณแม่ได้มาก ภาวะท้องอืดและแรงดันในพุงนี้จะค่อยๆ ดีขึ้นเองเมื่อระบบย่อยอาหารของลูกเติบโตและแข็งแรงขึ้นตามวัย ในช่วงเวลานี้ ความใจเย็น การนวดสัมผัสที่อบอุ่น และการช่วยระบายลมอย่างถูกวิธี คือยาวิเศษที่สุดที่จะช่วยให้เจ้าตัวเล็กสบายตัวและเติบโตอย่างมีความสุขในทุกๆ วัน