เวลาที่คนไข้เดินเข้ามาปรึกษาที่ห้องตรวจด้วยอาการปวดเข่าเรื้อรัง จากโรคข้อเข่าเสื่อมที่เดินแต่ละทีมีเสียงกรอบแกรบ ปวดแปลบจนใช้ชีวิตประจำวันลำบาก คำถามยอดฮิตที่หมอมักจะได้ยินอยู่เสมอคือ เข่าเสื่อมขนาดนี้ต้องผ่าตัดไหม แล้วถ้าต้องผ่าจริงๆ ควรเลือกผ่าแบบไหนดีระหว่างการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแบบทั้งหมดและแบบบางส่วน ซึ่งเป็นเรื่องที่หมออยากมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายในวันนี้ครับ
โรคข้อเข่าเสื่อมหนักแค่ไหน ถึงเวลาต้องพึ่งการผ่าตัด
ก่อนจะไปถึงเรื่องประเภทของการผ่าตัด หมออยากชวนทำความเข้าใจก่อนว่า ข้อเข่าของคนเราเปรียบเสมือนบานพับประตูที่มีกระดูกอ่อนคอยหุ้มผิวข้อเพื่อลดแรงกระแทก เมื่อเวลาผ่านไป หรือผ่านการใช้งานมานาน ผิวกระดูกอ่อนเหล่านี้จะเริ่มสึกหรอ บางลง จนกระดูกเสียดสีกันโดยตรง ทำให้เกิดอาการปวด บวม และข้อติดแข็ง
โดยทั่วไปถ้าลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กินยาทำกายภาพบำบัด หรือฉีดยาเข้าข้อแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น จนเริ่มส่งผลกระทบต่อการเดิน การนอน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าถือเป็นทางออกสำคัญที่จะช่วยคืนคุณภาพชีวิตที่ดีกลับมาได้ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินจากความรุนแรงของการสึกหรอเป็นหลัก
รู้จักกับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแบบทั้งหมด
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแบบทั้งหมด หรือที่เรียกกันว่า Total Knee Arthroplasty (TKA) เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้กันมานานและได้ผลลัพธ์ที่ดีมากๆ
หลักการคือ แพทย์จะทำการเปลี่ยนผิวข้อเข่าที่สึกหรอทั้ง 3 ส่วนของข้อเข่า ได้แก่ ผิวด้านใน ผิวด้านนอก และผิวข้อบริเวณใต้ลูกสะบ้า ออกทั้งหมด แล้วแทนที่ด้วยวัสดุโลหะและพลาสติกคุณภาพสูงที่มีความเข้ากันได้ดีกับร่างกาย เพื่อให้ผิวข้อกลับมาเรียบเนียนและเคลื่อนไหวได้ราบ ราบรื่น
- เหมาะกับใคร: คนไข้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อมรุนแรงกระจายทั่วทั้งข้อ เข่าโก่งผิดรูปมาก หรือมีปัญหาข้ออักเสบรูมาตอยด์ร่วมด้วย
- จุดเด่น: แก้ไขปัญหาความเสียหายของข้อเข่าได้แบบเบ็ดเสร็จในครั้งเดียว คนไข้กลับมาเดินได้มั่นคงและใช้งานได้ยาวนาน
ทางเลือกใหม่กับความเจ็บที่น้อยกว่า การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแบบบางส่วน
สำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแบบบางส่วน หรือ Partial Knee Arthroplasty (PKA) เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์คนไข้ที่ความเสียหายของข้อเข่ายังไม่ลามไปทั่วทั้งข้อ
หลักการคือ แพทย์จะผ่าตัดเปลี่ยนเฉพาะผิวข้อส่วนที่เสียหายหรือสึกหรอจริงๆ เท่านั้น โดยจะเก็บรักษาเนื้อเยื่อ กระดูกดีส่วนที่เหลือ รวมถึงเอ็นไขว้หน้าและเอ็นไขว้หลังรอบข้อเข่าเอาไว้เกือบทั้งหมด
- เหมาะกับใคร: คนไข้ที่ข้อเข่าเสื่อมแค่เพียงผิวข้อด้านเดียว (ส่วนใหญ่มักเป็นด้านใน) และเส้นเอ็นหลักภายในเข่ายังคงแข็งแรงดี
- จุดเด่น: แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กกว่า เสียเลือดน้อยกว่า ฟื้นตัวได้ไว และที่สำคัญคือ ความรู้สึกในการใช้งานข้อเข่าหลังผ่าตัดจะมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก เพราะยังคงมีเอ็นเดิมของร่างกายช่วยพยุงอยู่
เทียบกันชัดๆ การผ่าตัดทั้งสองแบบต่างกันอย่างไร
เพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจง่ายขึ้น หมอสรุปจุดต่างสำคัญระหว่างสองวิธีนี้ไว้ดังนี้ครับ
- ขอบเขตการรักษา: แบบทั้งหมดทำความสะอาดและเปลี่ยนผิวข้อทุกส่วน ขณะที่แบบบางส่วนเลือกเปลี่ยนเฉพาะจุดที่มีปัญหา
- แผลและการฟื้นตัว: แบบบางส่วนมักมีขนาดแผลเล็กกว่า ทำให้เนื้อเยื่อรอบข้างบาดเจ็บน้อยกว่า ส่งผลให้ช่วงแรกของการทำกายภาพบำบัดอาจมีความคล่องตัวและฟื้นตัวได้เร็วกว่าเล็กน้อย
- ความเหมาะสม: ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเลือกทำแบบบางส่วนได้ เพราะถ้าข้อเข่าเสื่อมลามไปหลายจุด การฝืนทำแบบบางส่วนจะทำให้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าที่ควร แพทย์จะเป็นผู้ตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดจากภาพถ่ายเอกซเรย์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
การเตรียมตัวและการฟื้นตัวหลังการผ่าตัดข้อเข่า
ไม่ว่าจะเลือกการผ่าตัดแบบทั้งหมดหรือแบบบางส่วน สิ่งสำคัญที่ไม่แพ้ตัวการผ่าตัดเลยก็คือขั้นตอนการฟื้นตัวครับ ในยุคปัจจุบันเรามีแนวการดูแลรักษาที่ช่วยให้คนไข้ลุกขึ้นยืนและหัดเดินได้เร็วขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้กล้ามเนื้อรอบเข่ากลับมาแข็งแรงไวขึ้น
หลังจากกลับบ้านไปแล้ว การทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอตามที่นักกายภาพแนะนำ การควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เป็นภาระต่อข้อเข่าใหม่ และการระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจากการหกล้ม จะช่วยให้ข้อเข่าเทียมคู่นี้อยู่ใช้งานไปกับเราได้นานหลายสิบปีครับ