เวลาที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยมาตรวจสุขภาพที่คลินิก หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับการตรวจพัฒนาการ ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และการรับวัคซีนตามวัยกับคุณหมอเด็กหรือกุมารแพทย์เป็นหลัก แต่รู้ไหมครับว่า มีอวัยวะสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่เติบโตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน นั่นก็คือดวงตาของลูกน้อย ซึ่งในหลายๆ ครั้ง การดูแลดวงตาคู่นี้ไม่ได้เป็นหน้าที่ของหมอตาเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการทำงานเป็นทีมที่รู้ใจกันระหว่างกุมารแพทย์และจักษุแพทย์ครับ
ตรวจตาสนามแรก: ทำไมคุณหมอเด็กถึงต้องส่องตาให้ตั้งแต่แรกเกิด
ตั้งแต่เจ้าตัวเล็กคลอดออกมา คุณกุมารแพทย์จะเป็นด่านแรกเลยครับที่ต้องตรวจเช็กสุขภาพร่างกายโดยรวม รวมถึงดวงตาคู่น้อยด้วย หลายคนอาจสงสัยว่าทารกแบเบาะยังอ่านหนังสือไม่ได้ จะตรวจตาไปทำไมกัน จริงๆ แล้วการตรวจตาทารกแรกเกิดมีความสำคัญมากครับ เพราะเป็นการคัดกรองโรคทางตาที่อาจอันตรายถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น เช่น ต้อกระจกแต่กำเนิด ต้อหินในเด็ก หรือมะเร็งจอประสาทตา
กุมารแพทย์จะมีวิธีตรวจเบื้องต้นง่ายๆ เช่น การใช้ไฟฉายส่องดูปฏิกิริยาการหดตัวของม่านตา หรือการดูแสงสะท้อนจากจอประสาทตา ถ้าพบว่ามีอะไรผิดปกติ เช่น แสงสะท้อนในตาไม่ใช่สีแดง แต่ขุ่นมัวหรือเป็นสีขาว คุณหมอจะรีบส่งต่อให้จักษุแพทย์เด็กตรวจวินิจฉัยเชิงลึกทันที ความรวดเร็วในขั้นตอนนี้ช่วยชีวิตการมองเห็นของเด็กมานักต่อนักแล้วครับ
เมื่อไหร่ที่กุมารแพทย์ต้องส่งไม้ต่อให้จักษุแพทย์เด็ก
ระหว่างการเติบโตของลูกน้อยในขวบปีแรก กุมารแพทย์จะคอยประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็นอยู่ตลอดเวลา เช่น ลูกเริ่มสบตาคุณแม่หรือยัง มองตามวัตถุได้ไหม หรือมีตาเข ตาเหล่ร่วมด้วยหรือเปล่า เพราะเด็กบางคนกล้ามเนื้อตาอาจจะยังทำงานไม่ประสานกันในช่วงแรกเกิด แต่ถ้าอายุเกิน 4-6 เดือนไปแล้ว ลูกยังดูเหม่อมองไม่โฟกัส หรือมีอาการตาเขชัดเจน นี่คือสัญญาณเตือนที่กุมารแพทย์จะส่งต่อไปยังจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านตาเด็กโดยเฉพาะ
จักษุแพทย์จะมีเครื่องมือเฉพาะทางที่ละเอียดอ่อนและเหมาะกับเด็กในการตรวจวัดสายตา เช็กค่าสายตาผิดปกติอย่างรุนแรง หรือตรวจดูความผิดปกติของจอประสาทตาและเส้นประสาทตา ซึ่งเกินขอบเขตการตรวจทั่วไปที่คลินิกเด็กครับ
การทำงานเป็นทีมเพื่อพัฒนาการรอบด้านของเด็ก
ความผิดทางสายตาในวัยเด็กไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องการมองเห็นนะครับ แต่มันโยงไปถึงพัฒนาการด้านอื่นๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ การหยิบจับสิ่งของ หรือการทรงตัว ถ้าเด็กมองเห็นไม่ชัด สมองส่วนที่เกี่ยวกับการประมวลผลภาพและการเรียนรู้ก็จะเติบโตได้ไม่เต็มที่
เมื่อจักษุแพทย์วินิจฉัยโรคและให้การรักษา เช่น การตัดแว่นเด็ก การใช้วิธีปิดตาข้างดีเพื่อรักษาภาวะตาขี้เกียจ หรือการหยอดตาขยายม่านตาแล้ว ทั้งกุมารแพทย์และจักษุแพทย์จะต้องแชร์ข้อมูลและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด กุมารแพทย์จะช่วยดูภาพรวมสุขภาพและพฤติกรรมของเด็กที่บ้าน ส่วนจักษุแพทย์ก็จะดูแลรักษาเฉพาะโรคทางตา ทำให้เด็กได้รับการดูแลแบบองค์รวมที่ไร้รอยต่อ
คุณพ่อคุณแม่สังเกตอะไรได้บ้างที่บ้าน
ในฐานะคนใกล้ชิดที่สุด คุณพ่อคุณแม่นี่แหละครับคือผู้ช่วยคนสำคัญของหมอทั้งสองท่าน ลองสังเกตพฤติกรรมเหล่านี้ของลูกดูนะครับ
- ลูกชอบเอียงคอ หรี่ตา หรือขยี้ตาบ่อยๆ เวลาจะมองกระดานหรือมองของเล่นใกล้ๆ หรือไม่
- เวลาถ่ายรูปเปิดแฟลช แสงสะท้อนในตาทั้งสองข้างดูไม่เท่ากันหรือมีสีแปลกไปไหม
- เด็กอายุเกิน 6 เดือนแล้ว แต่ยังมีอาการตาเขเข้าด้านในหรือออกด้านนอกอย่างเห็นได้ชัด
- บ่นปวดหัว ปวดตา เวลาต้องทำการบ้านหรือจ้องจอนานๆ
หากสังเกตเห็นอาการเหล่านี้ อย่ารอช้าที่จะปรึกษากุมารแพทย์ประจำตัวของน้อง เพื่อประเมินเบื้องต้นและส่งต่อให้จักษุแพทย์ตรวจอย่างละเอียด เพราะยิ่งรักษาเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่ดวงตาของลูกจะกลับมามองเห็นได้ปกติและเติบโตได้อย่างเต็มที่ก็มีสูงมากขึ้นเท่านั้นครับ