เวลาที่ได้ยินคำว่าห้องไอซียูหรือหอผู้ป่วยวิกฤต หลายคนมักจะนึกถึงสถานที่ที่มีเครื่องมือแพทย์ระโยงระยางเต็มไปหมด และเป็นโซนที่ญาติอาจจะรู้สึกกังวลใจมากที่สุด ในฐานะหมอที่เคยดูแลผู้ป่วยในโซนนี้มานาน ผมเข้าใจดีครับว่าความกลัวมักเกิดจากความไม่รู้ หลายคนสงสัยว่าแพทย์ใช้อณฑ์อะไรในการตัดสินใจส่งผู้ป่วยเข้าไปรักษาตัวที่นี่ และอาการระดับไหนถึงจะเรียกว่าวิกฤต
วันนี้ผมอยากชวนมาทำความเข้าใจเรื่องข้อบ่งชี้ในการเข้ารับการรักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤตกันแบบง่ายๆ เหมือนหมอเล่าให้ฟัง เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพชัดเจนและคลายความกังวลลงได้บ้างครับ
สัญญาณเตือนจากร่างกาย เมื่ออวัยวะสำคัญเริ่มทำงานล้มเหลว
หัวใจสำคัญที่สุดของห้องไอซียูคือ การเป็นพื้นที่สำหรับดูแลผู้ป่วยที่มีอาการหนักมากจนอวัยวะสำคัญในร่างกายทำงานล้มเหลว หรือมีความเสี่ยงสูงมากที่จะล้มเหลวในเวลาอันใกล้ ซึ่งต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดชนิดเกาะติดข้างเตียงตลอด 24 ชั่วโมง โดยกลุ่มอาการหลักๆ ที่แพทย์จะพิจารณารับตัวเข้าไอซียู มีดังนี้ครับ
เมื่อระบบหายใจมีปัญหาและหยุดทำงาน
อาการทางปอดและทางเดินหายใจเป็นเหตุผลอันดับต้นๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยต้องเข้ามาอยู่ในหอผู้ป่วยวิกฤตครับ หากคนไข้มีภาวะหายใจล้มเหลว เหนื่อยหอบรุนแรงจนกล้ามเนื้อหน้าท้องและหน้าอกต้องทำงานหนักเพื่อช่วยหายใจ หรือระดับออกซิเจนในเลือดต่ำมากจนไม่สามารถขึ้นได้ด้วยการให้ออกซิเจนปกติ แพทย์จำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องพยุงการหายใจ ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องทำในไอซียูที่มีผู้เชี่ยวชาญดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา
ภาวะช็อกและความดันโลหิตตกจนเป็นอันตราย
อีกหนึ่งสถานการณ์เร่งด่วนคือภาวะที่ระบบไหลเวียนโลหิตพังทลายลง เช่น เกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง เสียเลือดมากจากอุบัติเหตุ หรือหัวใจวายเฉียบพลัน จนความดันโลหิตลดต่ำลงมาก เลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญอย่างสมองและไตไม่พอ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องได้รับยาเพิ่มความดันโลหิตผ่านทางหลอดเลือดดำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องปรับยาและวัดความดันแบบเรียลไทม์ในไอซียูเท่านั้น
หลังผ่าตัดใหญ่ที่ร่างกายยังไม่พ้นขีดอันตราย
ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่ผ่าตัดเสร็จจะต้องเข้าไอซียูครับ แต่สำหรับคนที่ผ่าตัดใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การผ่าตัดหัวใจและหลอดเลือดใหญ่ การผ่าตัดสมอง หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังหลายโรคร่วมกัน แล้วร่างกายยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่หลังวางยาสลบ แพทย์จะให้เข้ามานอนพักดูอาการในไอซียูสักระยะ เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงวันแรกๆ
อุบัติเหตุรุนแรงและอาการทางสมองกะทันหัน
กลุ่มคนไข้ที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงจากอุบัติเหตุ มีเลือดออกในสมอง หรือมีอาการชักต่อเนื่องที่ไม่ยอมหยุด รวมถึงโรคหลอดเลือดสมองแตกหรือตีบตันเฉียบพลันที่อาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว กลุ่มนี้สมองบวมและมีความเสี่ยงที่การหายใจจะหยุดทำงานได้ตลอดเวลา จึงต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทและสมองในหอผู้ป่วยวิกฤต
ความแตกต่างระหว่างห้องธรรมดากับห้องไอซียูที่หลายคนอาจยังไม่รู้
หลายคนมักถามว่าทำไมผู้ป่วยบางคนแค่อาการหนักก็นอนห้องธรรมดาได้ แต่ทำไมบางคนต้องเข้าไอซียู ความต่างไม่ได้อยู่ที่ความรุนแรงของโรคอย่างเดียว แต่อ1ยู่ที่ความเข้มข้นของการดูแลครับ
- อัตราส่วนบุคลากร: ในไอซียู พยาบาลหนึ่งคนจะดูแลผู้ป่วยแค่ 1 ถึง 2 คนเท่านั้น เพื่อให้สังเกตอาการได้ตลอดเวลา
- เครื่องมือแพทย์: มีเครื่องมอนิเตอร์สัญญาณชีพที่ส่งเสียงเตือนทันทีหากค่าความดัน ชีพจร หรือออกซิเจนผิดปกติเพียงนิดเดียว
- ทีมแพทย์เฉพาะทาง: มีอายุรแพทย์โรควิกฤต ศัลยแพทย์ และทีมสหวิชาชีพที่พร้อมปฏิบัติการช่วยเหลือชีวิตได้ทันทีในเสี้ยววินาที
การเตรียมตัวของญาติเมื่อคนใกล้ชิดต้องเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต
ผมเข้าใจดีว่าช่วงเวลาที่คนในครอบครัวต้องเข้าไปอยู่ข้างในนั้นเป็นช่วงเวลาที่ใจหายและเครียดมากที่สุด สิ่งที่อยากแนะนำคือการพูดคุยทำความเข้าใจกับแพทย์เจ้าของไข้รอบเย็นของทุกวัน สอบถามอาการอย่างตรงไปตรงมา และเชื่อมั่นในทีมแพทย์ครับ เพราะเป้าหมายสูงสุดของพวกเราทุกคนคือการพาร่างกายของคนที่คุณรักให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่วิกฤตที่สุด และกลับออกมารักษาตัวต่อในห้องพักผู้ป่วยปกติให้ได้โดยเร็วที่สุดครับ