ช่วงนี้มีคนไข้หลายคนเดินเข้ามาปรึกษาด้วยอาการปวดท้องน้อยด้านซ้ายแบบแปลกๆ บางคนคิดว่าเป็นแค่อาการท้องอืด ท้องผูก หรือปวดประจำเดือน แต่พอตรวจดูอย่างละเอียดแล้วกลับพบเจ้าตัวการที่ชื่อว่า โรคถุงผนังลำไส้อักเสบ ซึ่งเป็นโรคที่คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่ แต่วันนี้หมออยากชวนมาทำความรู้จักกับเจ้าโรคนี้กันให้มากขึ้น เพราะถ้าปล่อยไว้ไม่ดูแล อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ครับ
โรคถุงผนังลำไส้อักเสบ คืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ลองจินตนาการภาพผนังลำไส้ใหญ่ของเราดูนะครับ ปกติแล้วมันควรจะเรียบเนียนและแข็งแรง แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น อายุที่มากขึ้น หรือพฤติกรรมการกินอาหารในชีวิตประจำวัน ทำให้ผนังลำไส้บางจุดเริ่มหย่อนตัวและโป่งพองออกมาเป็นกระเป๋าใบเล็กๆ เหมือนไส้เลื่อนจิ๋วๆ ที่ยื่นออกไปจากตัวลำไส้ ซึ่งเราเรียกว่า ถุงผนังลำไส้ หรือ Diverticula
ทีนี้ พอกระเป๋าพวกนี้มันมีขนาดเล็กและลึก เศษอาหารหรือกากอุจจาระเจ้ากรรมก็มักจะหลุดเข้าไปติดค้างอยู่ข้างในได้ง่าย เมื่อหมักหมมเข้าหน่อย แบคทีเรียก็เริ่มเจริญเติบโต จนเกิดเป็นอาการอักเสบ บวมแดง และติดเชื้อขึ้นมา กลายเป็นโรคถุงผนังลำไส้อักเสบ ที่สร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยนั่นเองครับ
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าลำไส้กำลังอักเสบ?
อาการของโรคนี้มักจะมาแบบกะทันหัน โดยจุดสังเกตที่ชัดเจนที่สุดมีดังนี้ครับ
- ปวดท้องน้อยด้านซ้ายแบบจีบๆ หรือปวดเกร็ง: คนไทยมักจะชอบคิดว่าไส้ติ่งอักเสบต้องอยู่ขวา แต่ถ้าเป็นถุงผนังลำไส้อักเสบ ตำแหน่งยอดฮิตจะอยู่ทางซ้ายล่างครับ
- ไข้ขึ้นหนาวสั่น: เมื่อมีการติดเชื้อในร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองทำให้มีไข้ตามมา
- ระบบขับถ่ายรวน: บางคนท้องผูกสลับท้องเสีย หรือรู้สึกถ่ายไม่สุด
- คลื่นไส้ อาเจียน: รู้สึกพะอืดพะอมร่วมด้วยเวลาที่ลำไส้เริ่มระคายเคืองมากๆ
ทำไมอยู่ดีๆ ถึงเกิดถุงพวกนี้ขึ้นมาได้?
สาเหตุหลักที่หมอพบเจอบ่อยมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการกินอาหารครับ โดยเฉพาะการทานอาหารที่มีกากใยน้อยเกินไป ทำให้ลำไส้ต้องทำงานหนักและออกแรงเบ่งมากเวลาขับถ่าย แรงดันภายในลำไส้ที่สูงขึ้นนี่เองที่ผลักดันให้ผนังลำไส้โป่งออกเป็นถุง นอกจากนี้ อายุที่เพิ่มขึ้นยังทำให้เนื้อเยื่อบริเวณผนังลำไส้มีความยืดหยุ่นลดลง โอกาสที่จะเกิดถุงจึงมีมากกว่าคนหนุ่มสาว
วิธีดูแลรักษาเมื่อรู้ตัวว่าเป็นโรคถุงผนังลำไส้อักเสบ
แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการในตอนนั้นครับ
- กรณีอาการไม่รุนแรง: หมอจะให้พักผ่อนที่บ้าน ให้ทานยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และแนะนำให้ทานอาหารอ่อนย่อยง่าย หรือบางทีอาจให้อดอาหารช่วงสั้นๆ เพื่อให้ลำไส้ได้พักการทำงาน
- กรณีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน: หากถุงเกิดการทะลุ มีหนองในช่องท้อง หรือเลือดออกมาก ผู้ป่วยจะต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือ ให้ยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือด และอาจต้องรับการผ่าตัดตัดลำไส้ส่วนที่เป็นโรคออก
ปรับพฤติกรรมการกินอย่างไร ไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
หลังจากรักษาหายแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันไม่ให้ถุงเดิมอักเสบซ้ำหรือมีถุงใหม่เพิ่มขึ้นครับ
- เพิ่มไฟเบอร์ในมื้ออาหาร: ทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสีให้มากๆ เพื่อให้อุจจาระนุ่มและขับถ่ายง่าย
- ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ: น้ำจะช่วยให้กากใยพองตัวและเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้ดีขึ้น
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ให้บีบตัวได้ดี
- อย่ากลั้นอุจจาระ: ปวดเมื่อไหร่ควรเข้าห้องน้ำทันที เพื่อลดแรงดันในลำไส้ใหญ่
อาการแบบไหนที่ปล่อยไว้ไม่ได้ต้องรีบมาหาหมอทันที?
หากมีอาการปวดท้องรุนแรงมากจนทนไม่ไหว ไข้สูงร่วมกับหนาวสั่น ท้องแข็งเกร็ง หรืออาเจียนติดต่อกันจนทานอะไรไม่ได้เลย แบบนี้ห้ามรอเด็ดขาดครับ ให้รีบมาโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าถุงผนังลำไส้อักเสบจนเกิดการทะลุ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางครับ