แผลที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวาน เรื่องเล็กที่ไม่ควรปล่อยผ่าน
เวลาตรวจคนไข้ในห้องตรวจเบาหวาน สิ่งหนึ่งที่หมอมักจะกังวลใจและมักจะย้ำถามเสมอคือวันนี้มีอาการชาที่เท้าไหม หรือมีแผลอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า เพราะในความเป็นจริงแล้ว แผลเล็กๆ เท่าเม็ดถั่วเขียวที่ฝ่าเท้าของผู้ป่วยเบาหวาน สามารถลุกลามจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โตถึงขั้นต้องสูญเสียอวัยวะได้ภายในเวลาอันรวดเร็วหากเราละเลย
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมแผลที่เท้าถึงอันตรายขนาดนั้น ต้นเหตุหลักมาจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง ซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกายสองส่วนสำคัญพร้อมๆ กัน คือ เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม ทำให้เราสูญเสียความรู้สึก เจ็บไม่เป็น แผลเกิดแล้วไม่รู้ตัว และหลอดเลือดแดงตีบแคบ เลือดไปเลี้ยงที่เท้าไม่พอ ทำให้แผลหายยาก แถมเชื้อโรคยังชอบน้ำตาลและเลือดน้อยๆ แบบนี้เสียด้วย การติดเชื้อจึงลามลึกได้อย่างรวดเร็วโดยที่เจ้าตัวไม่ทันตั้งตัว
วิธีสังเกตสัญญาณเตือนภัยที่เท้าด้วยตัวเองทุกวัน
การป้องกันไม่ให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ เริ่มต้นง่ายๆ ได้ที่บ้านด้วยการสำรวจเท้าของตัวเองทุกวันเหมือนเป็นกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่มีปัญหาเรื่องการไหลเวียนเลือด ควรหาเวลาว่างสักสองนาทีตรวจเช็กสิ่งเหล่านี้
- ผิวแห้งแตกและรอยแผล: ก้มดูฝ่าเท้าและซอกนิ้วว่ามีผิวแห้ง แตก ตาปลา หรือรอยขีดข่วน แผลถลอกที่เกิดจากการเดินเหยียบอะไรโดยไม่รู้ตัวหรือไม่
- สีผิวและอุณหภูมิของเท้า: สังเกตว่าเท้ามีความเย็นกว่าส่วนอื่นของร่างกายไหม สีผิวซีดลง หรือคล้ำเข้มขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าเลือดมาเลี้ยงไม่พอ
- อาการชาและปวดแปล๊บ: ถ้ารู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่ม ชาเหมือนใส่ถุงเท้าหนาตลอดเวลา หรือปวดตึงน่องเวลาเดิน แสดงว่าปลายประสาทและหลอดเลือดเริ่มมีปัญหาแล้ว
กิจวัตรประจำวันที่ช่วยปกป้องเท้าจากการสูญเสียอวัยวะ
เมื่อรู้ว่ามีความเสี่ยง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด หมออยากแนะนำแนวทางปฏิบัติง่ายๆ ที่ช่วยรักษาเท้าคู่ใจให้อยู่กับเราไปนานๆ ดังนี้
เลือกรองเท้าที่ใช่และถุงเท้าที่สบาย
รองเท้าที่ดีต้องไม่บีบรัดหน้าเท้า พื้นนุ่ม และระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงรองเท้าแตะหนีบที่อาจทำให้เกิดแผลระหว่างนิ้วเท้า และก่อนสวมรองเท้าทุกครั้ง ควรเคาะรองเท้าเพื่อเช็กว่ามีเศษหิน ทราย หรือแมลงซ่อนอยู่ข้างในหรือไม่ สำหรับถุงเท้าควรเลือกแบบไร้ตะเข็บเพื่อไม่ให้เกิดการเสียดสี และเปลี่ยนคู่ใหม่ทุกวันเพื่อความสะอาด
ล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้งสนิท
การล้างเท้าด้วยสบู่และน้ำอุ่นธรรมดาเป็นประจำทุกวันช่วยลดเชื้อโรค แต่ข้อควรระวังคือห้ามใช้น้ำร้อนจัดเด็ดขาดเพราะผู้ป่วยที่มีปัญหาเส้นประสาทจะไม่รู้ว่าน้ำร้อนเกินไปจนเกิดแผลพุพองได้ และหลังจากล้างเสร็จต้องเช็ดให้แห้งสนิท โดยเฉพาะซอกนิ้วเท้า เพื่อป้องกันความอับชื้นที่เป็นต้นเหตุของเชื้อรา
ตัดเล็บเท้าอย่างถูกวิธี
การตัดเล็บเท้าไม่ควรตัดสั้นกุดจนเกินไป หรือตัดโค้งเว้าเข้ามุมข้างเล็บ เพราะอาจทำให้เกิดอาการเล็บขบและอักเสบได้ ทางที่ดีควรตัดตรงๆ และใช้ตะไบแต่งมุมให้มนเล็กน้อย หากสายตาไม่ดีหรือมีความชาที่เท้ามาก แนะนำให้คนในครอบครัวช่วยดูแลเรื่องนี้แทน
อาการแบบไหนที่ห้ามรอช้า ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที
หากเกิดความผิดปกติขึ้นกับเท้า แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย ก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้รอดูอาการเองที่บ้าน ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อประเมินความรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการเหล่านี้
- มีแผลที่เท้าแล้วผ่านไปสองสามวันแผลไม่ยอมแห้ง หรือมีขนาดใหญ่ขึ้น
- รอบแผลมีอาการบวมแดง ร้อน แตะดูแล้วเจ็บ หรือมีหนองไหลออกมา
- มีไข้หนาวสั่นร่วมด้วย ซึ่งแสดงว่าการติดเชื้อเริ่มกระจายเข้าสู่กระแสเลือด
- เท้าเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ หรือปวดรุนแรงจนทนไม่ไหว
การดูแลสุขภาพเท้าไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยความใส่ใจและความสม่ำเสมอในทุกๆ วัน หมออยากให้คิดเสมอว่าเท้าคู่นี้พาเราเดินไปทำสิ่งต่างๆ มากมาย การสละเวลาตรวจเช็กและดูแลเขาเพียงไม่กี่นาทีในแต่ละวัน คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียอวัยวะที่ไม่มีวันเรียกคืนได้