เท้าคู่นี้สำคัญกว่าที่คิด ทำไมเราถึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ?
เวลาตรวจคนไข้ในห้องตรวจ โรคเบาหวานมักจะเป็นเรื่องที่เราคุยกันบ่อยเรื่องค่าน้ำตาลในเลือด แต่มีอวัยวะส่วนหนึ่งที่มักจะถูกมองข้ามไปจนกว่าจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น นั่นก็คือเท้าของเราเองครับ หลายคนอาจไม่เคยรู้เลยว่า แผลเล็กๆ ที่เท้าของผู้ป่วยเบาหวานหรือคนที่มีปัญหาเรื่องการไหลเวียนเลือด สามารถลุกลามจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โตถึงขั้นต้องตัดนิ้วหรือตัดเท้าได้เลยทีเดียว
ในฐานะหมอ ผมมักจะบอกคนไขเสมอว่า เท้าคือรากฐานของร่างกาย ถ้าฐานไม่ดี เดินไม่ได้ ชีวิตประจำวันก็เปลี่ยนไปหมด การดูแลสุขภาพเท้าเพื่อป้องกันการตัดอวัยวะ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทาโลชั่นให้ผิวไม่แตก แต่เป็นเรื่องของการปกป้องชีวิตและอิสระในการเดินของเราเองครับ
อันตรายใกล้ตัว: ทำไมแผลที่เท้าถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ง่ายๆ?
ลองนึกภาพตามนะครับว่า ถ้าคนเราเดินเหยียบอะไรแล้วไม่รู้สึกเจ็บ มันจะเป็นอย่างไร? ฟังดูเหมือนจะดีใช่ไหมครับ แต่ในความเป็นจริง นี่คือภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุดของผู้ป่วยเบาหวาน อาการที่เรียกว่าเส้นประสาทเสื่อมทำให้ความรู้สึกเจ็บชาลดลง เราเหยียบตะปู เหยียบเศษแก้ว หรือรองเท้ากัดจนเป็นแผล แต่กลับไม่รู้ตัวเลย
พอยิ่งไม่รู้ตัว แผลก็เปิดกว้างขึ้น ประกอบกับภาวะที่เลือดไปเลี้ยงที่เท้าได้น้อยลง ทำให้ภูมิคุ้มกันวิ่งไปสู้กับเชื้อโรคไม่ทัน แบคทีเรียก็เลยเจริญเติบโตได้ดี เกิดการติดเชื้อลุกลามอย่างรวดเร็ว จนเนื้อตายและกลายเป็นเหตุผลหลักที่แพทย์จำเป็นต้องตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตของคนไข้ไว้
ตรวจเท้าด้วยตัวเองง่ายๆ ทุกวัน: กิจวัตรที่ช่วยชีวิตเท้าของคุณ
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการสำรวจเท้าของตัวเองให้เป็นนิสัยครับ ไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรยากเลย ใช้แค่กระจกเงาแผ่นเดียวกับสายตาของเรานี่แหละครับ
- เช็กทุกซอกทุกมุม: ก้มลงดูหรือใช้กระจกส่องดูใต้ฝ่าเท้าและซอกนิ้วเท้าทุกวัน มองหาแผลรอยถลอก รอยช้ำ ตุ่มน้ำพอง หรือรอยแดงจากการเสียดสี
- สังเกตความผิดปกติของผิวหนัง: ผิวแห้งแตกจนมีเลือดซึม หรือเล็บขบที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
- เช็กอุณหภูมิผิว: ลองใช้หลังมือสัมผัสดูว่าเท้าข้างหนึ่งเย็นหรืออุ่นกว่าอีกข้างอย่างผิดปกติหรือไม่ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงปัญหาการไหลเวียนเลือด
เลือกและใส่รองเท้าอย่างไรไม่ให้ทำร้ายเท้าตัวเอง
รองเท้าไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่คือเกราะป้องกันเท้า คู่ไหนที่ใส่แล้วคับไป หลวมไป หรือกัดเท้า ตั้งแต่วันแรก ควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาดครับ
- เลือกขนาดให้พอดี: ควรไปซื้อรองเท้าในช่วงบ่ายๆ เพราะเท้าของเราจะขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อยจากการเดินระหว่างวัน
- หลีกเลี่ยงรองเท้าหัวแหลมและส้นสูง: เพราะจะไปบีบนิ้วเท้าและลงน้ำหนักผิดจุดเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ
- ตรวจด้านในรองเท้าก่อนใส่เสมอ: เผื่อมีกรวด หิน หรือสิ่งแปลกปลอมซ่อนอยู่ข้างในที่อาจทิ่มเท้าเราได้
วิธีดูแลความสะอาดและบำรุงผิวเท้าให้ถูกวิธี
การรักษาความสะอาดเป็นหัวใจสำคัญ แต่ต้องทำอย่างถูกวิธีด้วยครับ
- ล้างเท้าทุกวันด้วยสบู่อ่อน: เช็ดให้แห้งสนิทโดยเฉพาะซอกนิ้วเท้า เพื่อป้องกันความอับชื้นที่อาจทำให้เกิดเชื้อรา
- ทาโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้น: แต่ห้ามทาโลชั่นบริเวณซอกนิ้วเท้าเด็ดขาด เพราะความชื้นแฉะในซอกนิ้วจะเชื้อเชิญเชื้อโรคเข้ามาแทน
- ระวังเรื่องการตัดเล็บ: ตัดเล็บเท้าให้ตรง ไม่ควรตัดลึกเข้าไปตรงมุมเล็บเพื่อป้องกันเล็บขบ ถ้าสายตาไม่ดีหรือมือสั่น ควรให้คนในครอบครัวช่วยตัดให้ หรือไปพบผู้เชี่ยวชาญดีกว่าครับ
อาการแบบไหนที่ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที ห้ามรอดูอาการเด็ดขาด
ถ้าเกิดความผิดปกติเหล่านี้ขึ้นกับเท้าของคุณ อย่าปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาดครับ รีบมาโรงพยาบาลให้หมอตรวจทันที
- มีแผลที่เท้าแล้วผ่านไปสองสามวันแผลไม่ดีขึ้น หรือมีขนาดใหญ่ขึ้น
- เท้าบวม แดง ร้อน หรือมีหนองไหลออกมาจากแผล
- มีไข้ร่วมกับอาการเจ็บปวดที่เท้า ซึ่งอาจแสดงว่าการติดเชื้อเริ่มกระจายเข้าสู่กระแสเลือดแล้ว
- อาการชามากขึ้น หรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มตลอดเวลา
การดูแลสุขภาพเท้าอาจจะต้องอาศัยความใส่ใจและวินัยในทุกๆ วัน แต่มันคุ้มค่ามากๆ ครับกับการที่เรายังสามารถเดินด้วยสองขาของเราเองไปได้อีกนานเท่านนาน