ลูกเพิ่งหายป่วยไปโรงเรียนได้ไม่กี่วัน ทำไมกลับมาเป็นซ้ำอีกแล้ว
ในฐานะหมอเด็กและคนเป็นพ่อแม่ด้วย ย่อมเข้าใจดีถึงความเหนื่อยล้าเวลาที่ลูกรักล้มป่วย แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าตอนลูกป่วยก็คือ วงจรการติดเชื้อที่วนกลับมาหาซ้ำๆ หายได้ไม่กี่วันก็ไอ จาม น้ำูกไหลอีกแล้ว จนคนในบ้านพากันติดกันไปหมด ทั้งพ่อ แม่ และพี่น้อง เรียกว่าบ้านกลายเป็นโรงพยาบาลขนาดย่อมไปเลย
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ไม่ใช่เพราะเด็กภูมิต่ำผิดปกติเสมอไป แต่เป็นเพราะเรายังตัดวงจรการแพร่เชื้อในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขาไม่ได้ โดยเฉพาะบ้านและสถานรับเลี้ยงเด็ก ซึ่งเป็นจุดรวมตัวของเชื้อโรคชั้นดี การเรียนรู้เรื่อง การป้องกันการติดเชื้อซ้ำในครอบครัว จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนในบ้านกลับมามีสุขภาพดีและไม่ต้องวิ่งวุ่นหาหมออีก
บ้านกับสถานรับเลี้ยงเด็ก: ทำไมเชื้อโรคถึงกระจายเร็วนัก
ลองนึกภาพตามนะครับว่า เด็กเล็กๆ ยังไม่รู้วิธีการดูแลสุขอนามัยของตัวเอง เวลาเขาเล่น ของเล่นทุกชิ้นจะถูกเอาเข้าปาก น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะถูกป้ายไปทั่วทุกมุมห้อง และเมื่อเด็กกลุ่มนี้มารวมกันในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนอนุบาล เชื้อไวรัสและแบคทีเรียจึงเดินทางติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนได้อย่างรวดเร็วผ่านการสัมผัส
เมื่อเด็กติดเชื้อกลับมาบ้าน เชื้อโรคเหล่านี้ก็จะถูกพาเข้ามาอยู่ในพื้นที่ปิด ทั้งโซฟา ของเล่น รีโมททีวี และผ้าเช็ดหน้า หากไม่มีการจัดการด้านความสะอาดที่ดีพอ คนในครอบครัวคนอื่นๆ ก็จะรับเชื้อต่อทันที กลายเป็นการส่งต่อเชื้อโรคแบบไม่มีวันสิ้นสุด
จัดการความสะอาดของเล่นและสิ่งของรอบตัวอย่างไรไม่ให้เป็นแหล่งเพาะเชื้อ
ของเล่นคือตัวการสำคัญที่มักถูกมองข้าม ของเล่นพลาสติกหรือตุ๊กตาที่เด็กๆอมหรือกอดระหว่างไม่สบาย เต็มไปด้วยสารคัดหลั่ง เชื้อไวรัสบางชนิดสามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวแข็งได้นานหลายชั่วโมง หรือข้ามวันเลยทีเดียว
วิธีจัดการคือ ภายหลังลูกหายป่วย ควรแยกของเล่นชิ้นโปรดออกมาทำความสะอาดครั้งใหญ่ สำหรับของเล่นพลาสติกให้ใช้น้ำยาล้างจานหรือน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดทำความสะอาดแล้วผึ่งแดดให้แห้งสนิท ส่วนตุ๊กตาผ้าควรนำไปซักด้วยน้ำร้อนและอบให้แห้ง สำหรับของใช้ร่วมกันในบ้าน เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได และโต๊ะอาหาร ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยวันละครั้งในช่วงที่มีคนในบ้านป่วย
แยกพื้นที่ใช้สอยและของใช้ส่วนตัวช่วงที่ยังมีคนป่วยในบ้าน
ช่วงที่เด็กกำลังป่วยหรือเพิ่งหายใหม่ๆ การแชร์ของใช้ร่วมกันคือความเสี่ยงสูงสุด แก้วน้ำ ช้อนส้อม และผ้าเช็ดตัว ควรถูกแยกออกมาชัดเจน ไม่ควรใช้ปะปนกับสมาชิกคนอื่นในครอบครัว แม้แต่ผ้าเช็ดหน้าที่ใช้ซับน้ำมูกก็ควรทิ้งลงถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิดทันทีหลังใช้ หรือใช้เป็นกระดาษทิชชูแบบใช้แล้วทิ้งแทน
หากเป็นไปได้ ในช่วงที่เด็กป่วยหนัก ควรจัดให้มีพื้นที่นอนแยกเป็นสัดส่วน เพื่อลดการสัมผัสใกล้ชิดในเวลานอน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ละอองฝอยจากการหายใจแพร่กระจายได้ง่ายที่สุด
สอนเด็กเรื่องล้างมือและมารยาทการไอจามฉบับเข้าใจง่าย
เด็กๆ ไม่สามารถเข้าใจทฤษฎีเชื้อโรคซับซ้อนได้ เราต้องสอนเขาผ่านกิจวัตรประจำวัน การล้างมือที่ถูกต้องด้วยสบู่และน้ำสะอาดนานอย่างน้อยยี่สิบวินาที คือด่านแรกที่ทรงพลังที่สุดในการป้องกันโรค
เราต้องฝึกให้ลูกติดนิสัยล้างมือทุกครั้งก่อนกินข้าว หลังเข้าห้องน้ำ และหลังจากกลับมาจากโรงเรียน รวมถึงสอนมารยาทเวลาไอหรือจามว่า ให้ใช้ข้อศอกด้านในปิดปากและจมูกแทนการใช้มือเปล่า เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคติดอยู่ที่มือแล้วนำไปจับสิ่งของรอบตัวผู้อื่นต่อ
เมื่อไหร่ควรให้เด็กหยุดเรียนยาวเพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อ
พ่อแม่หลายคนมักรีบพา indispensables ลูกกลับไปโรงเรียนทันทีที่ไข้ลด แต่ความจริงแล้ว ช่วงที่เด็กเพิ่งหายป่วยใหม่ๆ ร่างกายยังอ่อนแอ และยังมีเชื้อโรคหลงเหลืออยู่ในระบบทางเดินหายใจ การส่งเขากลับไปสถานรับเลี้ยงเด็กเร็วเกินไป นอกจากจะทำให้เขามีโอกาสรับเชื้อใหม่ซ้ำซ้อนจนป่วยหนักกว่าเดิมแล้ว ยังเป็นการนำเชื้อไปแพร่ให้เพื่อนๆ ในห้องด้วย
เกณฑ์ง่ายๆ คือ ควรให้เด็กหยุดพักจนกว่าอาการไอ จาม น้ำมูกใสหรือข้นหายสนิท และมีเรี่ยวแรงเป็นปกติ พร้อมที่จะทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้ การยอมให้ลูกหยุดพักเพิ่มอีกสักสองสามวันในบ้าน คือการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อตัดวงจรการเจ็บป่วยระยะยาว