ลองสังเกตตัวเองดูว่า เวลาที่คุณกำลังพิมพ์งาน เล่นโทรศัพท์มือถือ อุ้มลูกน้อย หรือแม้แต่ตอนบิดผ้า หากรู้สึกเจ็บแปล๊บขึ้นมาบริเวณข้อมือฝั่งนิ้วหัวแม่มือ อาการนี้อาจไม่ใช่แค่ความเมื่อยล้าธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคเอ็นข้อมืออักเสบ หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า De Quervain's Tenosynovitis ซึ่งพบได้บ่อยมากในยุคที่เราต้องใช้มือทำกิจกรรมซ้ำๆ แทบตลอดทั้งวัน
หากคุณกำลังสงสัยว่าอาการปวดที่เป็นอยู่ใช่โรคนี้หรือไม่ หมอมีวิธีเช็กเบื้องต้นที่ทำได้ง่าย ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที นั่นคือ การทดสอบฟิงเกลสไตน์เพื่อวินิจฉัยโรคเอ็นข้อมืออักเสบ (Finkelstein's Test) ซึ่งเป็นท่าตรวจมาตรฐานที่แพทย์ใช้ในคลินิกเพื่อประเมินการอักเสบของเส้นเอ็นข้อมือ
ทำไมอยู่ๆ ถึงปวดข้อมือฝั่งนิ้วหัวแม่มือ? รู้จักโรคเอ็นข้อมืออักเสบ
บริเวณข้อมือด้านนิ้วหัวแม่มือจะมีเส้นเอ็น 2 เส้นที่ทำหน้าที่กระดกและกางนิ้วหัวแม่มือออก เส้นเอ็นทั้งสองนี้จะวิ่งผ่านปลอกคุ้มเอ็นขนาดเล็ก บริเวณโคนข้อมือ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการใช้งานนิ้วหัวแม่มือและข้อมือในท่าเดิมซ้ำๆ หรือมีการเกร็งข้อมือต่อเนื่อง เส้นเอ็นจะเกิดการเสียดสีกับปลอกคุ้มเอ็นจนเกิดการบวมและอักเสบขึ้นมา
เมื่อปลอกคุ้มเอ็นหนาตัวขึ้น ช่องว่างภายในจะแคบลง ทำให้เส้นเอ็นเคลื่อนตัวได้ไม่สะดวก ทุกครั้งที่คุณขยับนิ้วหัวแม่มือหรือบิดข้อมือ จึงเกิดอาการปวดตึงหรือเจ็บแปล๊บขึ้นมาทันที
วิธีทำท่าทดสอบฟิงเกลสไตน์ด้วยตัวเองใน 3 ขั้นตอน
การทดสอบฟิงเกลสไตน์เป็นวิธีตรวจเช็กการดึงรั้งของเส้นเอ็นบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มือ คุณสามารถลองทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ได้ทันที
ขั้นตอนที่ 1: ยื่นแขนข้างที่ปวดออกไปด้านหน้า ให้ข้อมืออยู่ในตั้งตรงในท่าสบายๆ
ขั้นตอนที่ 2: พับนิ้วหัวแม่มือเข้าหาฝ่ามือ จากนั้นกำนิ้วอีก 4 นิ้วที่เหลือทับนิ้วหัวแม่มือเอาไว้ (ลักษณะเหมือนการกำหมัดโดยซ่อนนิ้วหัวแม่มือไว้ด้านใน)
ขั้นตอนที่ 3: ค่อยๆ ค่อยๆ เอียงข้อมือลงไปทางฝั่งนิ้วก้อย (ทิศทางชี้ลงพื้น) ช้าๆ เพื่อให้เกิดแรงยืดบริเวณเส้นเอ็นฝั่งนิ้วหัวแม่มือ
เจ็บแค่ไหนถึงเรียกว่าผลทดสอบเป็นบวก?
หากทำท่าตามขั้นตอนแล้ว รู้สึกเจ็บแปล๊บหรือปวดแสบอย่างรุนแรงบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มือแลบขึ้นมาตามแนวข้อมือ นั่นแสดงว่าผลการทดสอบเป็นบวก (Positive Finkelstein's Test) ซึ่งบ่งบอกว่าเส้นเอ็นและปลอกคุ้มเอ็นบริเวณนั้นกำลังมีการอักเสบอยู่ แต่หากรู้สึกแค่ตึงๆ เล็กน้อยตามธรรมชาติของการยืดกล้ามเนื้อ ถือว่าปกติ
พฤติกรรมแบบไหนที่ทำให้เสี่ยงเป็นโรคเอ็นข้อมืออักเสบ
โรคนี้มักเกิดจากการใช้งานมือและข้อมือผิดท่า หรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน กลุ่มคนที่มักมาพบหมอด้วยอาการนี้ ได้แก่
- คุณแม่ลูกอ่อน: เกิดจากการใช้มือช้อนอุ้มศีรษะและลำตัวของลูกน้อยเป็นเวลานาน จนถูกเรียกว่า โรคข้อมืออักเสบของคุณแม่ (Mother's Thumb)
- คนทำงานออฟฟิศและสายไอที: ที่ต้องพิมพ์งาน ใช้เมาส์ หรือไถหน้าจอสมาร์ตโฟนด้วยนิ้วหัวแม่มือข้างเดียวเป็นประจำ
- พ่อครัว แม่บ้าน และช่างฝีมือ: ที่ต้องใช้แรงข้อมือในการสับอาหาร บิดผ้า ใช้กรรไกร หรือใช้อุปกรณ์ช่างซ้ำๆ
- นักกีฬา: โดยเฉพาะผู้ที่เล่นกีฬาที่ต้องใช้ไม้แร็กเก็ต เช่น แบดมินตัน เทนนิส หรือกอล์ฟ
หากทดสอบแล้วเจอผลเป็นบวก มีแนวทางการรักษาอย่างไรบ้าง?
การตรวจเจอตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยให้การรักษาง่ายและหายไวขึ้น โดยแนวทางการดูแลและรักษา มีดังนี้
1. การพักการใช้งานและใส่อุปกรณ์พยุงข้อมือ
หัวใจสำคัญคือการลดการเสียดสีของเส้นเอ็น หมอมักแนะนำให้พักการใช้งานมือข้างนั้นอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ ร่วมกับการใส่อุปกรณ์ดามข้อมือและนิ้วหัวแม่มือ (Thumb Spica Splint) เพื่อจำกัดการขยับของนิ้วหัวแม่มือ ให้เส้นเอ็นได้พักและฟื้นฟูตัวเอง
2. การปรับพฤติกรรมและการประคบ
ในช่วงที่เริ่มมีอาการปวดระบม ควรประคบเย็นบริเวณข้อมือครั้งละ 15-20 นาที วันละ 3-4 ครั้ง เพื่อลดการบวมและอักเสบ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนท่าทางการทำงาน เช่น ใช้สองมือถือสมาร์ตโฟน หรือใช้ที่พักข้อมือขณะพิมพ์งาน
3. การรักษาด้วยยาและการทำกายภาพบำบัด
หากอาการปวดส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน แพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ร่วมกับการทำกายภาพบำบัด เช่น การใช้อัลตราซาวนด์บำบัดเพื่อลดการอักเสบในเนื้อเยื่อลึก
4. การฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่และการผ่าตัด
ในกรณีที่อาการปวดรุนแรง หรือรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้น การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าปลอกคุ้มเอ็นโดยตรงจะช่วยลดการอักเสบได้อย่างรวดเร็ว และหากมีอาการเรื้อรังจนปลอกคุ้มเอ็นหนาตัวมาก การผ่าตัดเล็กเพื่อผ่าขยายปลอกคุ้มเอ็นจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ช่วยให้เส้นเอ็นกลับมาเคลื่อนไหวได้สะดวกดังเดิม
อาการแบบไหนที่ควรรีบไปพบแพทย์ทันที?
แม้ว่า การทดสอบฟิงเกลสไตน์เพื่อวินิจฉัยโรคเอ็นข้อมืออักเสบ จะช่วยให้คุณประเมินอาการเบื้องต้นได้เอง แต่นี่เป็นเพียงขั้นตอนกรองในขั้นแรกเท่านั้น หากคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรเข้าไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
- อาการปวดรุนแรงจนไม่สามารถใช้มือหยิบจับข้าวของได้
- ข้อมือมีอาการบวม แดง และร้อนอย่างชัดเจน
- มีอาการชาหรือรู้สึกยิบๆ บริเวณหลังมือและนิ้วหัวแม่มือ
- ลองพักการใช้งานและประคบเย็นแล้ว อาการไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์
สุขภาพของข้อมือและมือมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตอย่างมาก เมื่อเริ่มรู้สึกปวดตึงอย่าฝืนใช้งานต่อ การหยุดพักและดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้อาการอักเสบกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่รักษายากในอนาคต