เวลาที่อุ้มลูกน้อย ยกของหนัก ใช้มือถือเป็นเวลานาน หรือพิมพ์งานง่วนอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แล้วจู่ๆ รู้สึกปวดแปล๊บที่โคนนิ้วโป้งลามไปถึงฝั่งข้อมือ อาการนี้สร้างความทรมานและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันไม่น้อย หลายคนสงสัยว่าตัวเองกำลังเผชิญกับโรคเอ็นข้อมืออักเสบ หรือ De Quervain's Tenosynovitis อยู่หรือไม่
ในการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น แพทย์มีวิธีการทดสอบทางกายภาพที่ง่าย สะดวก และแม่นยำสูงมาก เรียกว่า การทดสอบฟิงเกลสไตน์เพื่อวินิจฉัยโรคเอ็นข้อมืออักเสบ ซึ่งทุกคนสามารถทดลองทำได้ด้วยตัวเองที่บ้านในเวลาไม่ถึง 1 นาที
การทดสอบฟิงเกลสไตน์คืออะไร? ทำไมหมอถึงนิยมใช้เช็กอาการปวดข้อมือ
การทดสอบฟิงเกลสไตน์ (Finkelstein's Test) เป็นการตรวจทางกายภาพเพื่อประเมินความผิดปกติของเยื่อหุ้มเส้นเอ็นบริเวณโคนนิ้วโป้ง ถูกคิดค้นขึ้นโดยศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ชาวอเมริกัน Dr. Harry Finkelstein เหตุผลที่หมอส่วนใหญ่นิยมใช้การทดสอบนี้ เป็นเพราะไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ เพิ่มเติม แต่เป็นการยืดเส้นเอ็นที่มีปัญหาโดยตรง หากมีการอักเสบซ่อนอยู่ ผู้ทดสอบจะรู้สึกปวดแปล๊บขึ้นทันที
ขั้นตอนการทำ Finkelstein Test ด้วยตัวเอง ทำอย่างไรให้ถูกต้อง?
การทดสอบนี้สามารถทำตามขั้นตอนง่ายๆ 3 สเต็ปเพื่อประเมินอาการในเบื้องต้น:
- สเต็ปที่ 1: ชูมือข้างที่รู้สึกปวดขึ้นมา พับนิ้วหัวแม่มือ (นิ้วโป้ง) เข้าหาฝ่ามือ
- สเต็ปที่ 2: กำนิ้วอีก 4 นิ้วที่เหลือลงมากอดทับนิ้วหัวแม่มือเอาไว้ ให้ลักษณะเหมือนหมัดที่ซ่อนนิ้วโป้งอยู่ด้านใน
- สเต็ปที่ 3: ค่อยๆ เอียงข้อมือลงไปทางด้านนิ้วก้อย (ทำท่าคล้ายกับกำลังเทน้ำออกจากแก้ว) อย่างช้าๆ และนุ่มนวล
วิธีอ่านผลการทดสอบ: เจ็บแบบไหนถึงจะเรียกว่าผลเป็นบวก?
หากเอียงข้อมือลงแล้วรู้สึกปวดแปล๊บ หรือปวดเสียวอย่างรุนแรงบริเวณโคนนิ้วโป้งแล่นยาวขึ้นมาตามข้อมือ แสดงว่าการทดสอบให้ผลเป็นบวก (Positive Finkelstein's Test) ซึ่งบ่งชี้ว่าเส้นเอ็นหรือเยื่อหุ้มเส้นเอ็นบริเวณโคนนิ้วโป้งน่าจะกำลังเกิดการอักเสบอยู่ แต่หากรู้สึกตึงๆ เพียงเล็กน้อยจากการยืดกล้ามเนื้อ โดยไม่มีความปวดทรมาน ถือว่าปกติ
ทำไมท่านี้ถึงทำให้เจ็บ? เข้าใจกลไกเอ็นข้อมืออักเสบ De Quervain's
ตรงบริเวณโคนนิ้วโป้งด้านนอก จะมีเส้นเอ็นหลัก 2 เส้นทำหน้าที่กระดกและกางนิ้วโป้ง คือ Extensor Pollicis Brevis และ Abductor Pollicis Longus เส้นเอ็นทั้งสองจะลอดผ่านอุโมงค์เยื่อหุ้มเส้นเอ็นขนาดเล็กบริเวณข้อมือ
เมื่อใช้มือในท่าเดิมซ้ำๆ เช่น การงัดข้อมือ การบิดผ้า หรือการอุ้มเด็ก เยื่อหุ้มเส้นเอ็นจะเกิดการเสียดสีจนหนาตัวขึ้นและอักเสบ เมื่อทำท่าทดสอบฟิงเกลสไตน์ เส้นเอ็นที่กำลังอักเสบและบวมจะถูกดึงให้รัดแน่นและดึงรั้งผ่านอุโมงค์ที่แคบลง ส่งผลให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรงฉับพลัน
ข้อควรระวัง! เช็กอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บซ้ำจากการทดสอบ
แม้การทดสอบนี้จะทำได้ง่าย แต่ก็มีข้อควรระวังที่สำคัญ เพื่อไม่ให้อาการอักเสบแย่ลงกว่าเดิม:
- อย่าหักโหมหรือกระชากข้อมือแรงๆ: การเอียงข้อมือควรทำอย่างช้าๆ และหยุดทันทีที่เริ่มรู้สึกปวดแปล๊บ ไม่ควรกดข้อมือฝืนลงไปสุดแรงเพราะอาจทำให้เส้นเอ็นฉีกขาดหรืออักเสบรุนแรงขึ้น
- ระวังผลบวกเท็จ (False Positive): ในคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นโรคเอ็นอักเสบ แต่อาจมีภาวะข้อต่อหลวม หรือยืดตึงมากๆ หากทำท่านี้อย่างแรงเกินไปก็อาจรู้สึกเจ็บได้เช่นกัน
- อย่าทดสอบซ้ำบ่อยเกินไป: เมื่อรู้ผลแล้วว่าปวด ให้หยุดพัก ไม่จำเป็นต้องทำซ้ำหลายๆ ครั้งเพราะจะยิ่งกระตุ้นการอักเสบ
ถ้าตรวจแล้วเจ็บจี๊ด ควรดูแลตัวเองเบื้องต้นอย่างไรและเมื่อไรต้องไปพบหมอ?
หากทำทดสอบแล้วสงสัยว่าเป็นโรคเอ็นข้อมืออักเสบ การดูแลตัวเองในระยะแรกเป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อป้องกันไม่ให้อาการเรื้อรัง:
- พักการใช้งานมือข้างนั้น: พยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องเกร็งนิ้วโป้งหรือยกของหนัก
- ประคบเย็นบรรเทาอาการ: ใช้ถุงน้ำแข็งประคบบริเวณโคนนิ้วโป้งที่ปวดครั้งละ 15-20 นาที วันละ 3-4 ครั้ง เพื่อลดการอักเสบบวม
- ใส่แกนดามข้อมือและนิ้วโป้ง (Thumb Spica Splint): การใช้อุปกรณ์พยุงจะช่วยล็อคนิ้วโป้งให้อยู่ในท่าพัก ลดการเคลื่อนไหวของเส้นเอ็น
หากปรับพฤติกรรม พักการใช้งาน และประคบเย็นแล้ว อาการปวดยังไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือมีอาการปวดบวมแดงร้อนรุนแรงจนกระทบการนอนและการทำงาน แนะนำให้เข้าพบแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ซึ่งอาจมีการรักษาเพิ่มเติม เช่น การรับประทานยาต้านการอักเสบ การทำกายภาพบำบัด หรือการฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะจุดเพื่อลดการอักเสบอย่างตรงจุด