หลายครั้งที่มีคนไข้เดินเข้ามาพบหมอด้วยอาการอ่อนเพลียจนแทบหมดแรง มีไข้ต่ำๆ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร และสังเกตเห็นว่าตาเริ่มเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้มจัดเหมือนน้ำชาเข้ม พอซักประวัติลึกลงไป มักพบว่าเพิ่งไปรับประทานอาหารทะเลกึ่งสุกกึ่งดิบมา หรือในละแวกบ้านมีคนเริ่มมีอาการป่วยคล้ายๆ กันหลายคน สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณคลาสสิกของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ซึ่งมักแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วหากสุขอนามัยในพื้นที่ไม่เอื้ออำนวย
ไวรัสตับอักเสบเอคืออะไร และเดินทางเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร?
ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ (Hepatitis A Virus) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันของเซลล์ตับ ความแตกต่างสำคัญของไวรัสตัวนี้เมื่อเทียบกับไวรัสตับอักเสบบีหรือซี คือเชื้อชนิดนี้ไม่ได้ติดต่อทางเลือดหรือเพศสัมพันธ์เป็นหลัก แต่ติดต่อผ่านทาง "ระบบทางเดินอาหาร" หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Fecal-Oral Route
เชื้อไวรัสจะปนเปื้อนออกมากับอุจจาระของผู้ติดเชื้อ หากผู้ป่วยเข้าห้องน้ำแล้วล้างมือไม่สะอาด ไปหยิบจับอาหาร ปรุงอาหาร หรือเชื้อปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ ผักสด ผลไม้ และอาหารทะเลอย่างหอยแครงหรือหอยนางรมที่ปรุงไม่สุก เมื่อผู้อื่นรับประทานเข้าไป เชื้อก็จะเดินทางเข้าสู่ทางเดินอาหารและตรงเข้าไปแบ่งตัวที่ตับทันที
สัญญาณเตือนเมื่อตับเริ่มอักเสบ สังเกตอาการได้อย่างไรบ้าง?
หลังจากได้รับเชื้อเข้าไป เชื้อจะมีระยะฟักตัวประมาณ 2 ถึง 6 สัปดาห์ก่อนจะเริ่มแสดงอาการ ในช่วงแรกคนไข้มักคิดว่าเป็นเพียงไข้หวัดใหญ่หรืออาหารเป็นพิษธรรมดา แต่อาการจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นตามลำดับดังนี้
อาการในระยะแรกเริ่ม
- มีไข้ต่ำๆ หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว
- เบื่ออาหารอย่างรุนแรง กินอะไรไม่ลง รู้สึกคลื่นไส้และอาเจียน
- อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าผิดปกติ ไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ
- แน่นหรือปวดตึงบริเวณชายโครงด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ
อาการระยะดีซ่าน (ช่วงตับอักเสบเต็มที่)
- ตาขาวและผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลืองชัดเจน
- ปัสสาวะมีสีเข้มจัด
- อุจจาระมีสีซีดลงคล้ายดินเหนียว
- อาการคันตามผิวหนังจากสารคั่งของน้ำดี
ทำไมไวรัสตัวนี้ถึงทำให้เกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อนได้ง่าย?
ประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิด การระบาดของไวรัสตับอักเสบเอและแพร่กระจายไปทั่วทั้งชุมชน โรงเรียน หรือสถานที่ทำงาน มาจากปัจจัยที่ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อไวรัสออกมาทางอุจจาระได้ตั้งแต่ช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนที่ร่างกายจะเริ่มแสดงอาการตัวเหลืองตาเหลือง ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัวว่าตนเองมีเชื้อ และยังคงใช้ชีวิต รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น หรือปรุงอาหารตามปกติ
ยิ่งในสภาพแวดล้อมที่มีการใช้น้ำร่วมกัน ร้านอาหารริมทางที่ระบบล้างจานชามไม่ถูกสุขลักษณะ หรือชุมชนที่มีระบบบำบัดน้ำเสียไม่มิดชิด เชื้อไวรัสจะสามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งสู่อีกหลายสิบคนได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์
แนวทางควบคุมการระบาดของไวรัสตับอักเสบเอและการดูแลสุขอนามัยในชุมชน
การตัดวงจรการแพร่เชื้อในระดับชุมชนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมส่วนบุคคล
1. ยกระดับสุขอนามัยของอาหารและน้ำดื่ม
- กินร้อน: รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อนสูง เชื้อไวรัสตับอักเสบเอจะถูกทำลายได้ด้วยความร้อนมากกว่า 85 องศาเซลเซียสขึ้นไป เป็นเวลาอย่างน้อย 1 นาที หลีกเลี่ยงอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบทุกชนิด โดยเฉพาะหอยสองฝา
- ใช้น้ำสะอาด: ดื่มน้ำต้มสุก หรือน้ำดื่มบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน น้ำแข็งที่ใช้บริโภคต้องมาจากแหล่งผลิตที่สะอาดและปลอดภัย
- ช้อนกลาง: ใช้ช้อนกลางทุกครั้งเมื่อต้องรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของน้ำลายลงในสำรับอาหาร
2. ล้างมือให้ถูกวิธีและถูกจังหวะเวลา
การล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างน้อย 20 วินาทีเป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงมาก ต้องล้างมือทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ หลังเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก และก่อนหยิบจับหรือเตรียมอาหารทุกชนิด แอลกอฮอล์เจลเพียงอย่างเดียวอาจกำจัดเชื้อไวรัสกลุ่มที่ไม่มีเปลือกหุ้มอย่างไวรัสตับอักเสบเอได้ไม่ดีเท่าการฟอกสบู่และล้างน้ำไหล
3. การจัดการสุขาภิบาลและห้องน้ำสาธารณะ
ทำความสะอาดห้องน้ำ ลูกบิดประตู ก๊อกน้ำ และโถสุขภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของคลอรีนหรือสารฟอกขาวเจือจาง เนื่องจากน้ำยาทำความสะอาดทั่วไปอาจไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้อย่างสมบูรณ์
การฉีดวัคซีน: วิธีป้องกันโรคที่ดีที่สุด
นอกจากการดูแลสุขอนามัยแล้ว การเสริมภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ ถือเป็นเกราะป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงมาก โดยฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 6 ถึง 12 เดือน สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ยาวนานหลายสิบปี
กลุ่มที่ควรพิจารณาฉีดวัคซีน ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับอาหาร บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง และผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดบ่อยครั้ง
เมื่อคนในบ้านติดเชื้อ ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรไม่ให้แพร่เชื้อต่อ?
หากมีสมาชิกในครอบครัวได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไวรัสตับอักเสบเอ ไม่ต้องตื่นตระหนก เพราะโรคนี้ส่วนใหญ่สามารถหายเองได้ตามการฟื้นตัวของร่างกาย โดยให้ดูแลปฏิบัติดังนี้
- แยกภาชนะ จาน ชาม ช้อน ส้อม และแก้วน้ำส่วนตัวอย่างเด็ดขาด
- ผู้ป่วยควรหยุดงานหรือหยุดเรียน และงดการเตรียมหรือปรุงอาหารให้ผู้อื่นจนกว่าแพทย์จะประเมินว่าพ้นระยะแพร่เชื้อ
- หากเป็นไปได้ควรแยกห้องน้ำ หรือทำความสะอาดโถสุขภัณฑ์ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อผสมคลอรีนทุกครั้งหลังผู้ป่วยขับถ่าย
- ให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย ดื่มน้ำมากๆ และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รวมถึงยาที่มีผลต่อตับทุกชนิด
การสังเกตอาการผิดปกติอย่างรวดเร็วและการร่วมมือกันรักษาสุขอนามัยทั้งในบ้านและชุมชน คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยหยุดยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสตับอักเสบเอได้อย่างยั่งยืน