ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

มีคนไข้หลายคนที่เดินเข้ามาปรึกษาหมอด้วยความเหนื่อยล้า พร้อมกับเล่าความทุกข์ใจคล้ายๆ กันว่า บางสัปดาห์ปวดเกร็งท้องจนต้องวิ่งเข้าห้องน้ำวันละหลายรอบ ถ่ายเหลวบ้าง ท้องเสียบ้าง แต่พอย้อนกลับมาอีกสัปดาห์ กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง กลายเป็นท้องผูก อึดอัดแน่นท้อง ถ่ายไม่ออกไปหลายวัน อาการวนเวียนเป็นเขาวงกตแบบนี้สร้างความบั่นทอนทั้งกายและใจ ทำให้หลายคนเริ่มกังวลว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนโรคร้ายแรงอะไรอยู่หรือเปล่า

อาการปวดเกร็งแน่นท้อง ร่วมกับการขับถ่ายที่รวนไปมาจนจับจังหวะไม่ได้เช่นนี้ ทางการแพทย์มักจะนึกถึงกลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน ชนิดที่มีอาการท้องเสียสลับท้องผูกเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นความผิดปกติของการทำงานของระบบทางเดินอาหารที่พบได้บ่อยมากในวัยทำงาน

เกิดอะไรขึ้นในท้อง? ทำไมลำไส้ถึงประท้วงด้วยอาการถ่ายเดี๋ยวเหลวเดี๋ยวผูก

ลองจินตนาการว่าลำไส้ใหญ่ของเราเหมือนสายพานการลำเลียงอาหาร ในภาวะปกติ สายพานนี้จะบีบตัวเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เพื่อดูดซึมน้ำและสารอาหาร ก่อนจะขับกากอาหารออกมาเป็นอุจจาระที่สมบูรณ์ แต่เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้น สายพานนี้จะเริ่มทำงานรวนและไร้ทิศทาง

สาเหตุหลักมาจากระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของลำไส้มีความไวเกินตอบสนอง (Gut-Brain Axis Disruption) ในช่วงที่ลำไส้บีบตัวเร็วและแรงเกินไป น้ำในกากอาหารยังไม่ทันถูกดูดซึมกลับ ผลที่ตามมาคือเกิดอาการปวดเกร็งท้องอย่างรุนแรงและเกิดภาวะท้องเสีย แต่ในทางกลับกัน เมื่อลำไส้หยุดหมุนหรือบีบตัวช้าลงอย่างกะทันหัน กากอาหารจะค้างอยู่ในลำไส้นานเกินไปจนถูกดูดน้ำออกไปจนหมด ทำให้เกิดภาวะท้องผูก อุจจาระแข็ง และแน่นท้องตามมา การสลับไปสลับมาเช่นนี้จึงทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าท้องไส้ไม่เคยสงบสุขเลย

อาการแบบไหนที่ใช่ลำไส้แปรปรวน และสัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องระวัง

หมอมักจะแนะนำให้คนไข้สังเกตลักษณะอาการของตัวเองเสมอ เพราะภาวะนี้มีรูปแบบเฉพาะตัวค่อนข้างชัดเจน โดยมักจะมีอาการหลักๆ ดังนี้

  • ปวดเกร็งบริเวณท้องน้อย: มักจะปวดมวน ปวดเกร็งเป็นพักๆ และความปวดนี้มักจะดีขึ้นหรือผ่อนคลายลงหลังจากได้ถ่ายอุจจาระ
  • รูปแบบอุจจาระเปลี่ยนไปเรื่อยๆ: สัปดาห์นี้อาจถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายเหลว แต่วันต่อมากลับถ่ายเป็นก้อนแข็ง เม็ดเล็กคล้ายกระต่าย
  • มีลมและแก๊สในท้องมาก: รู้สึกท้องอืด แน่นท้อง ผายลมบ่อย หรือรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุดอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาวะปวดท้องเกร็งและท้องเสียสลับท้องผูกส่วนใหญ่จะมาจากลำไส้แปรปรวนที่ไม่ตรายถึงชีวิต แต่หมออยากให้ระมัดระวัง สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่อาจบ่งบอกถึงโรคร้ายแรงอื่น เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือเนื้องอกในลำไส้ หากมีอาการเหล่านี้ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

  • ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน สีดำคล้ายเฉาก๊วย หรือถ่ายเป็นมูกเลือด
  • น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตั้งใจไดเอต
  • มีอาการปวดท้องรุนแรงจนสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก
  • เริ่มมีอาการครั้งแรกเมื่ออายุมากกว่า 50 ปี
  • มีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วยโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

อะไรบ้างที่เป็นตัวกระตุ้นให้ท้องไส้ปั่นป่วนไม่หยุด

ภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่ละคนอาจมีสิ่งกระตุ้นที่แตกต่างกันออกไป แต่จากการเก็บข้อมูลคนไข้ หมอพบว่าตัวการสำคัญมักมาจาก 3 ปัจจัยหลัก

1. อาหารบางประเภท

อาหารกลุ่มที่เรียกว่า FODMAPs หรือกลุ่มคาร์โบไฮเดรตสายสั้นที่ย่อยยาก มักจะถูกแบคทีเรียในลำไส้ย่อยและเกิดการหมักหมม จนกลายเป็นแก๊สจำนวนมาก และดึงน้ำเข้ามาในลำไส้ เช่น นม ผลิตภัณฑ์จากนม อาหารรสจัด อาหารมันจัด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ รวมไปถึงน้ำตาลเปลี่ยนรูปในขนมหวาน

2. ความเครียดและอารมณ์

สมองและลำไส้มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดผ่านเส้นประสาทคู่ที่ 10 (Vagus Nerve) เมื่อไหร่ก็ตามที่เครียด กังวล นอนไม่หลับ หรือพักผ่อนน้อย สมองจะส่งสัญญาณเคมีไปกระตุ้นลำไส้ทันที ส่งผลให้ลำไส้บีบตัวผิดปกติจนเกิดอาการปวดเกร็งและถ่ายรวน

3. สมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้เปลี่ยนไป

การเคยติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารมาก่อน (ท้องเสียรุนแรงจากอาหารเป็นพิษ) หรือการทานยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้จุลินทรีย์ตัวดีในลำไส้ลดลง ส่งผลให้การทำงานของลำไส้เสียระบบไปในระยะยาว

วิธีดูแลและรักษา เมื่อต้องรับมือกับภาวะปวดท้องเกร็งและท้องเสียสลับท้องผูก

การรักษาภาวะนี้ไม่สามารถพึ่งพายาเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมควบคู่กันไป เพื่อให้ลำไส้ค่อยๆ คืนสู่สมดุลธรรมชาติ

ปรับการกินอย่างไร ไม่ให้ลำไส้ตระหนกตกใจ

  • สังเกตและทำบันทึกอาหาร: ลองจดบันทึกว่ากินอะไรแล้วมีอาการ เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารจานนั้นๆ ได้ถูกต้อง
  • ปรับการกินไฟเบอร์อย่างระมัดระวัง: ไฟเบอร์ช่วยเรื่องท้องผูกได้ดี แต่การกินไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำไม่ได้มากเกินไปอาจทำให้เกิดแก๊สและปวดเกร็งมากขึ้น ควรเน้นไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ เช่น กล้วย ส้ม ข้าวโอ๊ต และค่อยๆ เพิ่มปริมาณทีละนิด
  • ทานอาหารให้ตรงเวลาและแบ่งเป็นมื้อย่อย: การทานมื้อใหญ่จนอิ่มเกินไปจะกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวอย่างรุนแรง การแบ่งเป็นมื้อเล็กๆ 4-5 มื้อต่อวันจะช่วยลดภาระของลำไส้ได้ดีกว่า

จัดการความเครียด เพราะสมองและลำไส้เชื่อมถึงกันเสมอ

การออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดินเร็ว โยคะ หรือการฝึกหายใจลึกๆ ช่วยลดความตึงเครียดของระบบประสาท และส่งผลให้ลำไส้บีบตัวอย่างเป็นจังหวะมากขึ้น คนไข้หลายคนพบว่าอาการปวดท้องเกร็งลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อระดับความเครียดลดลง

การใช้ยาช่วยบรรเทาอาการ ควรใช้อย่างไรให้ตรงจุด

สำหรับการรักษาทางยา หมอมักจะพิจารณาจ่ายยาตามอาการที่เป็นในขณะนั้น เพื่อช่วยให้คนไข้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

  • กลุ่มยาคลายการบีบตัวของลำไส้ (Antispasmodics): ช่วยลดอาการปวดเกร็งท้อง ทานก่อนอาหารเพื่อให้ลำไส้คลายตัว
  • ยากลุ่มปรับการเคลื่อนไหวของลำไส้: ช่วยจัดระเบียบการบีบตัวของลำไส้ไม่ให้เร็วหรือช้าจนเกินไป
  • โพรไบโอติกส์ (Probiotics): การเติมจุลินทรีย์สายพันธุ์ที่ดีเข้าไป จะช่วยปรับสมดุลสภาพแวดล้อมในลำไส้ ลดการเกิดแก๊ส และช่วยให้การขับถ่ายสม่ำเสมอขึ้น
  • ยาระบายหรือยาสุดถ่ายเหลว: ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น ไม่ควรซื้อยาระบายประเภทกระตุ้นลำไส้มากินเองต่อเนื่อง เพราะจะยิ่งทำให้ลำไส้เสียการทำงานในระยะยาว

คำแนะนำจากหมอ

ภาวะปวดท้องเกร็งและท้องเสียสลับท้องผูก แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรงที่อันตรายถึงชีวิตในทันที แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่าระบบภายในกำลังกวนใจและต้องการการดูแล หากลองปรับอาหารและพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือรู้สึกกังวลใจ แนะนำให้เข้ามาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด การประเมินหาสาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้เราวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง และกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down