เวลาเข้าห้องน้ำทีไรต้องลุ้นทุกที: ปัญหาท้องผูกที่หลายคนอายที่จะเล่า
เวลาที่เดินเข้ามาที่ห้องตรวจแล้วคนไข้เริ่มเล่าให้ฟังเรื่องปัญหาการขับถ่าย หลายคนมักจะเริ่มต้นด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ พร้อมกับบอกว่าหลายวันแล้วที่ไม่ได้ถ่ายอุจจาระเลย บางคนพยายามเบ่งจนหน้าดำหน้าแดง ทานผักผลไม้เยอะมาก ดื่มน้ำก็แล้ว แต่เจ้าลำไส้เจ้าระเบียบก็ยังนิ่งเฉย สุดท้ายพึ่งพายาสมุนไพรแรงๆ หรือยาระบายตามร้านขายยาที่กินแล้วปวดท้องมวนท้องจนเข็ดขยาด
ในฐานะหมอ ผมมักจะบอกคนไข้เสมอว่าอาการท้องผูกไม่ใช่เรื่องน่าอาย และการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการใช้ยารุนแรงอาจทำให้ลำไส้เคยตัว วันนี้เรามาทำความเข้าใจกับทางเลือกที่นุ่มนวลและปลอดภัยกว่า นั่นคือการเลือกใช้ยาระบายกลุ่มออสโมซิส ซึ่งเป็นแนวทางที่แพทย์มักแนะนำให้ใช้สำหรับผู้ที่มีปัญหาท้องผูกเรื้อรังครับ
ยาระบายกลุ่มออสโมซิสทำงานอย่างไร ทำไมถึงไม่ปวดท้องทรมาน
หลายคนสงสัยว่ายาระบายกลุ่มนี้ต่างจากยาทั่วไปตามท้องตลาดอย่างไร ปกติแล้วยาระบายบางประเภทจะไปกระตุ้นผนังลำไส้ให้บีบตัวแรงๆ ซึ่งมักจะตามมาด้วยอาการปวดเกร็งท้องไส้ปั่นป่วนจนนั่งทำงานไม่เป็นสุข
แต่สำหรับการเลือกใช้ยาระบายกลุ่มออสโมซิส ตัวยาจะทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำดึงน้ำเข้ามาเก็บไว้ในก้อนอุจจาระที่อยู่ในลำไส้ครับ เมื่ออุจจาระอุ้มน้ำไว้ได้ดีขึ้น มันก็จะนิ่มลงโดยธรรมชาติ และขนาดก็พองขึ้นเล็กน้อย ซึ่งแรงดันนี้เองจะไปสะกิดให้ลำไส้เกิดการบีบตัวขับถ่ายออกมาเองอย่างนุ่มนวล โดยไม่มีการไปกระตุ้นเส้นประสาทลำไส้โดยตรง ทำให้เราไม่ต้องทนทรมานกับอาการปวดเกร็งบิดเร้าท้องก่อนเข้าห้องน้ำครับ
ประเภทของยาในกลุ่มนี้และวิธีสังเกตตัวยาเบื้องต้น
เวลาที่แพทย์จ่ายยาหรือแนะนำซื้อยาในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เราจะเจอตัวยาหลักๆ อยู่ไม่กี่ตัว ซึ่งแต่ละตัวก็จะมีรายละเอียดการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละคน
- กลุ่มโพลีเอทิลไกลคอล (Polyethylene Glycol - PEG): เป็นตัวยาที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันเพราะมีความปลอดภัยสูง ละลายน้ำได้ดี รสชาติไม่ขม ดื่มง่าย และร่างกายไม่ได้ดูดซึมยาตัวนี้เข้าไปในกระแสเลือด จึงเหมาะกับคนไข้หลายกลุ่มรวมถึงผู้สูงอายุ
- กลุ่มเกลือแมกนีเซียม (Magnesium Salts): ช่วยดึงน้ำเข้าสู่ลำไส้ได้ดีเช่นกัน แต่อาจจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในคนที่การทำงานของไตเสื่อม เพราะอาจทำให้เกิดการสะสมของเกลือแร่ในร่างกายได้
- กลุ่มน้ำตาลโมเลกุลคู่ (เช่น Lactulose): เป็นน้ำตาลสังเคราะห์ที่ร่างกายย่อยไม่ได้ จึงเดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่เพื่อดึงน้ำและยังช่วยเป็นอาหารให้แบคทีเรียดีในลำไส้ด้วย แต่อาจจะมีผลข้างเคียงเรื่องมีลมในท้องหรือท้องอืดได้บ้างในช่วงแรก
ข้อควรระวังและแนวทางจากแพทย์ในการใช้ยาให้ปลอดภัย
ถึงแม้ว่าการเลือกใช้ยาระบายกลุ่มออสโมซิสจะถือว่ามีความปลอดภัยสูงและไม่ทำให้ลำไส้ติดยาเหมือนยาระบายกลุ่มกระตุ้น แต่การใช้ยาพร่ำเพรื่อโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องครับ มีข้อสังเกตบางประการที่อยากฝากไว้ดังนี้ครับ
- ดื่มน้ำตามมากๆ: เนื่องจากยาตัวนี้ต้องอาศัยน้ำในการดึงเข้าไปในอุจจาระ หากเราดื่มน้ำไม่พอ ยาก็จะไม่มีน้ำไปดึง และอาจทำให้อาการท้องผูกแย่ลงกว่าเดิมได้
- ไม่ใช่ยาลดความอ้วน: บางคนเข้าใจผิดคิดว่ากินแล้วถ่ายท้องจะช่วยลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดและอันตรายมากเพราะอาจทำให้เกลือแร่ในร่างกายสมดุลผิดปกติ
- ใช้เพื่อการปรับสมดุลระยะสั้น: ยาตัวนี้เหมาะกับการใช้เพื่อช่วยเคลียร์ลำไส้ในช่วงที่ปรับพฤติกรรมการกินและการขับถ่าย ไม่ควรพึ่งพาการกินยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานานหลายเดือนโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์
อาการแบบไหนที่เตือนว่าควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด
การซื้อยาระบายมาทานเองอาจช่วยบรรเทาอาการเฉพาะหน้าได้ดี แต่ถ้าหากคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย อย่าเพิ่งซื้อยาเองครับ ควรเข้ามาให้หมอตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงจะปลอดภัยกว่า
- มีเลือดปนมากับอุจจาระ หรืออุจจาระมีสีดำสนิทเหมือนยางมะตอย
- น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุแบบฮวบฮาบ
- มีอาการปวดท้องรุนแรงร่วมด้วยตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ปวดเบ่งธรรมดา
- อายุเกิน 50 ปีแล้วเพิ่งเริ่มมีอาการท้องผูกใหม่อย่างชัดเจนและเป็นต่อเนื่อง
- อาการท้องผูกสลับกับท้องเสียเรื้อรังที่ไม่หายสักที
สุดท้ายนี้ การดูแลลำไส้ให้กลับมาทำงานได้เองตามธรรมชาติด้วยการทานอาหารที่มีกากใยสูง ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาท้องผูกในระยะยาวครับ ยาระบายเป็นเพียงตัวช่วยเสริมทัพในช่วงที่เรากำลังปรับตัวเท่านั้นเองครับ