เวลาที่ลูกน้อยปวดหัวตัวร้อน เป็นหวัด หรือป่วยด้วยโรคเด็กต่างๆ สิ่งที่ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่กังวลใจไม่แพ้เรื่องไข้สูง ก็คือเรื่องการกินของลูก เด็กหลายคนปฏิเสธป้อนคำไหนคายคำนั้น บางคนงอแงไม่ยอมกลืนแม้แต่คำเดียว จนพ่อแม่กลัวว่าลูกจะไม่มีแรงหรือน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ในฐานะหมอเด็ก อยากให้คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งตื่นตระหนก เพราะอาการไม่อยากอาหารเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกายเด็กเวลาป่วย การเข้าใจและมี แนวทางการให้อาหารเสริมสำหรับทารกในช่วงป่วย ที่ถูกต้อง จะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารเพียงพอโดยไม่รู้สึกถูกบังคับ และช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
ทำไมเวลาป่วย เจ้าตัวเล็กถึงไม่อยากกินอาหารเสริม?
ก่อนจะไปถึงวิธีจัดการ เราต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กก่อน เวลาที่ทารกป่วย ลิ้นและการรับรสอาจเปลี่ยนไป ตุ่มรับรสทำงานลดลง ทำให้กินอาหารแล้วรู้สึกไม่คุ้นเคย นอกจากนี้ หากมีอาการเจ็บคอ คัดจมูก หรือปวดท้อง อาหารเสริมที่เคยกินง่ายก็อาจกลายเป็นเรื่องยากและสร้างความรำคาญให้ลูก R่างกายของเด็กจะดึงพลังงานไปใช้ในการต่อสู้กับเชื้อโรค ทำให้รู้สึกเพลียและอยากพักผ่อนมากกว่าอยากกินอาหาร ดังนั้น การที่ลูกกินได้น้อยลงในช่วง 2-3 วันแรกของการป่วย จึงเป็นเรื่องที่พบได้เป็นปกติ
หลักการสำคัญในการปรับอาหารเสริม เมื่อลูกน้อยไม่สบาย
เมื่อลูกป่วย การดูแลเรื่องอาหารจะแตกต่างจากช่วงเวลาปกติ โดยยึดหลักสำคัญที่ต้องจำไว้ให้ขึ้นใจ ดังนี้
- นมแม่ยังคงเป็นหัวใจหลัก: สำหรับทารกวัย 6-12 เดือน นมแม่อย่างเดียวก็มีสารอาหารและภูมิคุ้มกันที่ช่วยต่อสู้กับโรคได้อย่างดีเยี่ยม หากลูกไม่ยอมกินข้าว ให้เน้นการเข้าเต้าหรือเข้าเต้าบ่อยขึ้นได้เลย ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะไม่ได้สารอาหาร
- เน้นอาหารน้ำและของเหลว: ร่างกายเด็กเวลาป่วยสูญเสียน้ำได้ง่าย โดยเฉพาะเวลามีไข้สูง อาหารเสริมควรเปลี่ยนเป็นรูปแบบซุปเหลว ข้าวต้มน้ำใส หรือโจ๊กเนื้อเนียน เพื่อให้กลืนง่ายและช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในร่างกาย
- ซอยมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ: อย่าคาดหวังให้ลูกกินหมดชามเหมือนเดิม เปลี่ยนจากการกินวันละ 2-3 มื้อใหญ่ มาเป็นป้อนทีละ 1-2 ช้อน แต่ป้อนบ่อยขึ้นตลอดทั้งวัน
- เลี่ยงการแนะนำอาหารชนิดใหม่: ช่วงที่ลูกป่วย ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสำหรับการเริ่มกินวัตถุดิบใหม่ๆ เพราะหากเกิดอาการแพ้อาหารขึ้นมา หมอจะแยกได้ยากว่าผื่นหรืออาการผิดปกติมาจากโรคเดิมหรือมาจากการแพ้อาหาร ให้ใช้เฉพาะวัตถุดิบที่ลูกเคยทานแล้วปลอดภัยเท่านั้น
ปรับเมนูอาหารเสริมตามอาการป่วยของลูก
โรคแต่ละแบบต้องการการดูแลที่ต่างกันเล็กน้อย คุณพ่อคุณแม่สามารถปรับ แนวทางการให้อาหารเสริมสำหรับทารกในช่วงป่วย ตามกลุ่มอาการได้ดังนี้
1. ลูกมีไข้สูง หรือเจ็บคอ (เช่น ไข้หวัดใหญ่, มือเท้าปาก)
เด็กที่มีไข้สูงมักจะคอแห้ง หรือถ้าเป็นมือเท้าปากจะมีแผลในปากทำให้เจ็บเวลาตื้นกลืน ควรเลือกอาหารที่มีลักษณะดังนี้
- เย็นนุ่ม ปลอบประโลมช่องปาก: อาหารแช่เย็นปานกลาง เช่น โยเกิร์ตธรรมชาติสำหรับเด็ก (อายุ 8 เดือนขึ้นไป) หรือผลไม้บดแช่เย็น เช่น อะโวคาโดบด กล้วยหอมบด จะช่วยลดอาการเจ็บแผลในปากได้ดี
- น้ำซุปเคี่ยวต้มกระดูก: น้ำซุปต้มฟักทอง น้ำซุปกระดูกหมูหรือไก่ที่ช้อนไขมันออกแล้ว มีเกลือแร่และพลังงานสูง ช่วยให้ลูกสดชื่นขึ้นโดยไม่ต้องออกแรงเคี้ยว
2. ลูกมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลว หรืออาเจียน
สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันภาวะขาดน้ำ ไม่ควรงดอาหารทารกโดยไม่จำเป็น แต่ให้ปรับรูปแบบอาหารดังนี้
- งดอาหารไขมันสูงและหวานจัด: หลีกเลี่ยงอาหารผัด น้ำผลไม้สกัด หรือขนมหวาน เพราะน้ำตาลและไขมันจะยิ่งเร่งให้ลำไส้บีบตัวและถ่ายเหลวมากขึ้น
- เน้นอาหารย่อยง่ายและช่วยอุ้มน้ำ: ข้าวต้มบดละเอียด ต้มใส่เนื้อปลาหรืออกไก่ และกล้วยน้ำว้าสุกบด ซึ่งมีเพกตินสูง ช่วยให้อุจจาระจับตัวเป็นก้อนได้ดีขึ้น
- จิบสารน้ำ ORS สำหรับเด็ก: หากถ่ายบ่อย ให้จิบผงเกลือแร่สำหรับเด็กทารกทีละน้อยด้วยช้อน อย่าให้ดื่มรวดเดียวหมดแก้วเพราะอาจกระตุ้นให้อาเจียน
สิ่งที่พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด ในช่วงที่ลูกป่วย
ด้วยความหวังดี คุณพ่อคุณแม่อาจพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกกิน แต่บางพฤติกรรมอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี
- ห้ามบังคับหรือกรอกอาหารใส่ปาก: การบังคับเวลากิน นอกจากจะทำให้ลูกร้องไห้จนเสี่ยงต่อการสำลักเข้าปอดแล้ว ยังสร้างปมในใจทำให้ลูกเกลียดการกินอาหาร (Food Aversion) ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงที่หายป่วยแล้ว
- อย่าปรุงรสอาหารด้วยปรุงรสเข้มข้น: บางคนคิดว่าลูกกินยากเพราะอาหารซีด จึงเติมซีอิ๊วหรือน้ำตาลเพิ่ม ซึ่งไตของทารกยังทำงานได้ไม่เต็มที่ และรสหวานจัดหรือเค็มจัดจะส่งผลเสียต่อสุขภาพระยะยาว
- หลีกเลี่ยงน้ำผึ้งในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ: แม้จะอยากให้น้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นบรรเทาอาการไอ แต่ในน้ำผึ้งอาจมีสปอร์ของแบคทีเรียที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อระบบประสาทของทารกได้
โภชนาการฟื้นฟูหลังหายป่วย (Catch-up Growth)
เมื่อไข้ลดลง อาการป่วยเริ่มดีขึ้น ลูกจะเริ่มกลับมามีความอยากอาหารอีกครั้ง ช่วงนี้คือช่วงเวลาทองที่คุณพ่อคุณแม่ควรอัดแน่นสารอาหารเพื่อชดเชยช่วงที่น้ำหนักลดลง
ปรับเพิ่มมื้ออาหารเสริมขึ้นอีก 1 มื้อต่อวัน นานประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังหายป่วย เน้นโปรตีนคุณภาพดี เช่น ไข่แดง เนื้อปลา ตับไก่ และเพิ่มไขมันดีอย่างน้ำมันมะกอกเล็กน้อยในเมนูอาหาร เพื่อช่วยเพิ่มความหนาแน่นของพลังงาน ให้ร่างกายดึงไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและทำให้น้ำหนักตัวกลับมาเติบโตตามเกณฑ์อย่างรวดเร็ว
สัญญาณเตือนอันตราย ที่ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันที
แม้อาการไม่อยากอาหารจะเป็นเรื่องปกติ แต่หากพบอาการร่วมดังต่อไปนี้ ไม่ควรรอดูอาการที่บ้าน ต้องรีบพามาพบหมอทันที
- ลูกไม่ยอมดื่มนมและไม่ยอมกินน้ำเลย นานเกิน 6 ชั่วโมง
- มีภาวะขาดน้ำสังเกตได้จาก: ปัสสาวะน้อยลง (ผ้าอ้อมแห้งนานกว่า 6 ชั่วโมง) ปากแห้ง ผิวแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา หรือกระหม่อมบุ๋มลงไป
- ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่เล่น นิ่งผิดปกติ หรือเอาแต่นอนซม
- อาเจียนพุ่งทุกครั้งหลังป้อนอาหารหรือน้ำ
- มีอาการถ่ายเป็นมูกเลือด หรือถ่ายเป็นน้ำปริมาณมากหลายครั้งในวันเดียว
การดูแลเรื่องอาหารทารกเวลาป่วย ต้องใช้ความใจเย็นและความเข้าใจเป็นหลัก อย่ากังวลกับตัวเลขปริมาณอาหารในชามมากเกินไปในระยะสั้นๆ สิ่งสำคัญคือการประคองให้ลูกได้รับน้ำอย่างเพียงพอ ไม่ขาดสารอาหารวิกฤต และให้เวลา ร่างกายของเด็กเก่งกว่าที่เราคิด เมื่อระบบภูมิคุ้มกันจัดการเชื้อโรคเรียบร้อยแล้ว ความอยากอาหารของเจ้าตัวเล็กก็จะกลับคืนมาเอง