หลายคนที่เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ บ่อยๆ น่าจะเคยได้ยินคำแนะนำให้ลองกินน้ำแครนเบอร์รี่หรือวิตามินแครนเบอร์รี่กันมาบ้าง จนทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแครนเบอร์รี่ นี้มันช่วยรักษาโรคได้จริงไหม หรือเป็นแค่อีกหนึ่งกระแสสุขภาพกันแน่
ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้ที่เป็นโรคนี้บ่อยๆ เข้าใจดีเลยว่าอาการปวดขัด แสบเวลาเข้าห้องน้ำ หรือความรู้สึกปวดหน่วงๆ ตลอดเวลามันทรมานแค่ไหน หลายคนพยายามหาตัวช่วยสารพัดวิธีเพื่อไม่ต้องทนกินยาปฏิชีวนะบ่อยๆ วันนี้เรามาคุยกันแบบสบายๆ สไตล์หมอเล่าให้ฟัง ว่าเจ้าผลไม้สีแดงลูกเล็กๆ ชนิดนี้มีดีอะไร และการกินแบบเม็ดเสริมนั้นเวิร์กจริงไหม
แครนเบอร์รี่ทำงานอย่างไร ทำไมถึงขึ้นชื่อเรื่องระบบทางเดินปัสสาวะ?
ก่อนจะไปดูเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เรามาทำความเข้าใจกลไกของเจ้าแครนเบอร์รี่กันก่อน ปกติแล้วปัญหาเรื่องการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะส่วนใหญ่ มักจะเกิดจากเจ้าแบคทีเรียตัวร้ายชื่อ อีโคไล (E. coli) ที่ชอบเข้าไปเกาะติดอยู่ตามผนังท่อปัสสาวะแล้วแบ่งตัวจนเกิดการอักเสบ
ในตัวแครนเบอร์รี่จะมีสารพฤกษเคมีตัวหนึ่งชื่อว่า โปรแอนโธไซยานิดิน หรือเรียกสั้นๆ ว่า PACs เจ้าสารตัวนี้แหละที่มีคุณสมบัติพิเศษคล้ายกับเทฟลอน คือมันไปช่วยเคลือบและขัดขวางไม่ให้เจ้าแบคทีเรียตัวร้ายมาเกาะติดกับผนังเยื่อบุทางเดินปัสสาวะได้ เมื่อแบคทีเรียเกาะไม่ได้ มันก็ถูกขับออกไปพร้อมกับการปัสสาวะตามธรรมชาติ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแครนเบอร์รี่ถึงเป็นมิตรกับกระเพาะปัสสาวะของเรา
กินแบบผลสด น้ำคั้น หรือเลือกการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแครนเบอร์รี่ แบบไหนดีกว่ากัน?
คำถามยอดฮิตเวลาคนไข้เดินมาปรึกษาที่คลินิกคือ ถ้าอยากได้ประโยชน์จากแครนเบอร์รี่ ควรกินรูปแบบไหนดีที่สุด หมอขอแยกให้เห็นภาพชัดๆ ดังนี้
- แครนเบอร์รี่สด: หาค่อนข้างยากในบ้านเราแถมรสชาติเปรี้ยวจัดจนกินยากมาก
- น้ำแครนเบอร์รี่สำเร็จรูป: อันนี้ดื่มง่ายแต่ต้องระวังเรื่องน้ำตาลสูงปรี๊ด เพราะน้ำแครนเบอร์รี่แท้รสชาติแย่มากจนผู้ผลิตต้องเติมน้ำตาลเยอะ ซึ่งน้ำตาลนี่แหละที่เป็นตัวการอาหารชั้นดีของแบคทีเรีย
- การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแครนเบอร์รี่: ตอบโจทย์คนยุคใหม่มากที่สุด เพราะควบคุมปริมาณสารสำคัญได้ สะดวก และมักไม่มีน้ำตาลส่วนเกิน
วิธีเลือกซื้อและการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแครนเบอร์รี่ให้ได้ผลคุ้มค่าเงิน
ถ้าตัดสินใจจะซื้อมากินเสริม เพื่อให้ได้ประโยชน์จริงๆ และไม่เสียเงินเปล่า มีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่หมอแนะนำให้สังเกตที่ฉลากสินค้า
อย่างแรกคือปริมาณสาร PACs ควรอ่านฉลากดูว่าในหนึ่งเม็ดมีสารโปรแอนโธไซยานิดินอยู่เท่าไหร่ งานวิจัยส่วนใหญ่แนะนำว่าควรได้รับสารตัวนี้ประมาณ 36 มิลลิกรัมต่อวันถึงจะเริ่มเห็นผลในแง่ของการป้องกัน นอกจากนี้ควรเลือกแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ มีมาตรฐานรับรองความปลอดภัย และควรกินพร้อมดื่มน้ำตามมากๆ เพื่อช่วยชะล้างระบบทางเดินปัสสาวะให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ข้อจำกัดและข้อควรระวังที่คนไข้ต้องรู้ก่อนเริ่มกิน
ถึงแม้ว่าแครนเบอร์รี่จะเป็นผลไม้ธรรมชาติที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับบางคนเหมือนกัน เช่น คนที่เป็นนิ่วในไตควรปรึกษาแพทย์ก่อนกิน เพราะแครนเบอร์รี่มีสารออกซาเลตสูง อาจไปเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วบางชนิดได้
อีกกลุ่มคือคนที่กินยาละลายลิ่มเลือดบางตัว การกินแครนเบอร์รี่ในปริมาณมากๆ อาจไปมีปฏิกิริยากับยาได้ ทางที่ดีควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ประจำตัวก่อนทุกครั้ง
สัญญาณเตือนแบบไหนที่ไม่ควรพึ่งแค่อาหารเสริม แต่ต้องรีบหาหมอ
สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องย้ำเตือนกันเสมอคือ การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแครนเบอร์รี่นั้น มีไว้เพื่อการป้องกันและดูแลสุขภาพเบื้องต้น ไม่ใช่ยารักษาโรค
หากคุณเริ่มมีอาการติดเชื้อรุนแรง เช่น มีไข้สูงหนาวสั่น ปวดหลังส่วนล่างหรือปวดเอวอย่างรุนแรง ปัสสาวะมีเลือดปน หรือมีอาการปวดขัดมากจนใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ แบบนี้แปลว่าเชื้อโรคอาจจะลุกลามไปที่กรวยไตแล้ว ห้ามรอเด็ดขาด ต้องรีบมาพบแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้ออย่างถูกต้องจะปลอดภัยที่สุด