วันนี้นั่งตรวจคนไข้แล้วเจอเค้าทักว่า ทำไมช่วงนี้หน้าหมอดูเหลืองจัง พอกระจกส่องดูอ้าว ตาขาวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองชัดเจน เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือแค่พักผ่อนน้อยแน่นอนครับ
อาการตัวเหลืองตาเหลืองหรือดีซ่าน เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนภัยจากร่างกายที่สำคัญมาก เปรียบเสมือนไฟสีเหลืองกะพริบเตือนว่าระบบภายใน โดยเฉพาะตับและทางเดินน้ำดีของเรากำลังมีปัญหาบางอย่างซ่อนอยู่ วันนี้ผมเลยอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันแบบง่ายๆ ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร และเมื่อไหร่ที่เราควรจะรีบมาหาหมอทันที
ทำไมอยู่ดีๆ ร่างกายถึงเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
เวลาที่เราพูดถึงอาการตัวเหลืองตาเหลืองหรือดีซ่าน ต้นเหตุหลักมาจากสารสีเหลืองที่ชื่อว่า บิลรูบิน (Bilirubin) ในร่างกายของเราครับ ปกติแล้วเม็ดเลือดแดงเมื่อหมดอายุขัย (ประมาณ 120 วัน) จะต้องถูกทำลายที่ม้ามและตับ ซึ่งกระบวนการนี้จะสร้างสารบิลรูบินขึ้นมา
ตามปกติ ตับของเราทำหน้าที่เหมือนโรงงานรีไซเคิล คอยรับบิลรูบินนี้เข้ามาจัดการเปลี่ยนรูป แล้วส่งต่อไปยังน้ำดี เพื่อปล่อยลงสู่ลำไส้และขับถ่ายออกมาทางอุจจาระ (ซึ่งนี่แหละครับคือเหตุผลที่อุจจาระคนเรามีสีน้ำตาล) แต่ถ้าวันไหนกระบวนการนี้สะดุด ไม่ว่าจะเป็นที่ตับเอง ท่อน้ำดี หรือการแตกตัวของเม็ดเลือดแดงที่เร็วเกินไป เจ้าสารสีเหลืองตัวนี้ก็จะล้นทะลักเข้าสู่กระแสเลือด ไปเกาะตามเนื้อเยื่อต่างๆ จนเรามองเห็นผิวหนังและตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนั่นเอง
3 สาเหตุหลักที่ทำให้ตับและทางเดินน้ำดีรวน
เวลาเจอคนไข้ที่มีอาการตัวเหลืองตาเหลืองหรือดีซ่าน หมอมักจะแบ่งการตรวจหาสาเหตุออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ เหมือนการเดินทางของน้ำดีครับ
ความผิดปกติก่อนตับทำงาน เช่น เม็ดเลือดแดงแตกเร็วกว่าปกติ
กลุ่มนี้ตับยังปกติดีครับ แต่มันทำงานไม่ทันเพราะมีปริมาณสารบิลรูบินถูกส่งเข้ามามากเกินไป มักเกิดจากโรคเลือดบางชนิด หรือปฏิกิริยาของร่างกายที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกตัวพร้อมๆ กันเป็นจำนวนมาก
ปัญหาที่ตัวตับเอง เช่น ตับอักเสบหรือตับแข็ง
อันนี้คือโรงงานผลิตมีปัญหาโดยตรง ตับอาจจะอักเสบจากไวรัสตับอักเสบเอ บี หรือซี การดื่มแอลกอฮอล์สะสมเป็นเวลานาน หรือการกินยาและสมุนไพรบางชนิดที่ทำให้ตับทำงานหนัก จนเซลล์ตับพังและไม่สามารถจัดการกับบิลรูบินได้
ท่อน้ำดีอุดตัน ขόงไหลไม่ลง
น้ำดีที่ตับสร้างขึ้นมาแล้วไม่สามารถไหลลงสู่ลำไส้ได้ตามปกติ อาจจะเพราะมีนิ่วในถุงน้ำดีหลุดมาอุดท่อน้ำดี มีก้อนเนื้อ หรือเนื้องอกไปกดเบียดท่อน้ำดี กลุ่มนี้มักจะมีอาการอื่นร่วมด้วยที่สังเกตได้ง่าย
สังเกตให้ดี อาการแบบไหนร่วมด้วยที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
นอกจากเรื่องตาเหลืองผิวเหลืองแล้ว ร่างกายมักจะส่งสัญญาณอื่นๆ ร่วมด้วย ซึ่งช่วยให้หมอวินิจฉัยโรคได้แม่นยำขึ้นครับ
- ปัสสาวะสีเข้มจัด: เหมือนสีชาเข้มหรือโค้ก ทั้งๆ ที่ดื่มน้ำปกติ เกิดจากร่างกายพยายามขับบิลรูบินออกทางไต
- อุจจาระมีสีซีดลง: กลายเป็นสีดินน้ำมันหรือสีขาว เพราะน้ำดีไม่สามารถไหลลงไปย้อมสีอุจจาระในลำไส้ได้
- มีอาการคันตามตัว: เกิดจากเกลือของน้ำดีที่คั่งอยู่ในผิวหนัง ทำให้รู้สึกคันยิบๆ แบบไม่มีผื่น
- ปวดท้องแน่นชายโครงขวา: มักเจอในกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องนิ่วในถุงน้ำดีหรือตับอักเสบ
ตรวจวินิจฉัยอย่างไร เมื่อมาถึงมือหมอ
เมื่อคนไข้เดินเข้ามาด้วยอาการตัวเหลืองตาเหลืองหรือดีซ่าน หมอจะไม่เดาอาการเด็ดขาดครับ เราต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติมเพื่อความแม่นยำ เริ่มจากการเจาะเลือดดูการทำงานของตับ (Liver Function Test) ดูระดับบิลรูบิน และตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ
นอกจากนี้ การทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Ultrasound) เป็นเครื่องมือที่ดีมากๆ ในการมองเห็นเนื้อตับ ท่อน้ำดี และถุงน้ำดี ว่ามีการอุดตัน บวม หรือมีนิ่วซ่อนอยู่ตรงไหน หรือในบางเคสอาจจะต้องมีการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพิ่มเติมตามดุลพินิจของแพทย์ครับ
สัญญาณเตือนภัยด่วน ที่ห้ามรอช้าเด็ดขาด
ถ้าตัวเหลืองตาเหลืองแล้ว มีอาการเหล่านี้ร่วมด้วยเมื่อไหร่ ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้านนะครับ
- มีไข้สูงหนาวสั่นร่วมด้วย (อาจหมายถึงการติดเชื้อรุนแรงในท่อน้ำดี)
- ซึมลง สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง (สัญญาณของโรคตับวายที่อันตรายถึงชีวิต)
- อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระสีดำสนิท
- ปวดท้องรุนแรงฉับพลัน
สุดท้ายนี้อยากฝากไว้ว่า ร่างกายเรามหัศจรรย์มาก เขามักจะมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าเสมอ อาการตัวเหลืองตาเหลืองไม่เคยเป็นเรื่องปกติ ถ้าเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกตินี้กับตัวเองหรือคนใกล้ตัว อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจ รีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง จะได้รักษาได้ทันเวลาก่อนที่ปัญหาเล็กๆ จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ครับ