หมอเชื่อว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่แทบทุกคนต้องเคยผ่านคืนอันยาวนานที่อยู่ดีๆ ลูกก็อาเจียนพุ่งออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ตามมาด้วยไข้ตัวร้อน และการถ่ายเหลวเป็นน้ำจนเปลี่ยนผ้าอ้อมกันไม่ทัน อาการเหล่านี้มักเป็นสัญญาณเตือนของ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจากไวรัส ซึ่งตัวการร้ายที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็กเล็กก็คือ ไวรัสโรตา (Rotavirus) นั่นเอง
โรคนี้ไม่ใช่แค่เรื่องท้องเสียธรรมดา เพราะในเด็กเล็กสามารถทรุดลงได้อย่างรวดเร็วจากการขาดน้ำ หมออยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจกับโรคนี้อย่างลึกซึ้ง เพื่อจะได้เตรียมรับมือได้อย่างมีสติและถูกวิธีเมื่อถึงเวลา
เมื่อลูกรักอ้วกพุ่ง ท้องเสียรุนแรง: อาการแบบนี้ใช่ไวรัสโรตาหรือไม่?
โดยทั่วไปแล้ว อาการของโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจากไวรัสโรตามักจะมีลำดับขั้นตอนที่ค่อนข้างชัดเจน พ่อแม่สามารถสังเกตอาการของลูกน้อยได้ตามระยะเวลาดังนี้
- ระยะเริ่มแรก (วันแรก): มักจะเริ่มด้วยอาการอาเจียนบ่อย อ้วกพุ่ง กินอะไรเข้าไปก็อาเจียนออกมาหมด พร้อมกับเริ่มมีไข้ต่ำๆ ไปจนถึงไข้สูง เด็กบางคนอาจดูซึมลงอย่างเห็นได้ชัด
- ระยะท้องเสีย (วันที่ 2-3 เป็นต้นไป): อาการอาเจียนจะเริ่มลดลง แต่จะถูกแทนที่ด้วยการถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำปริมาณมาก บางครั้งอาจปนฟอง หรือมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวเฉพาะตัว ท้องเสียอาจเกิดขึ้นได้บ่อยถึงวันละ 10-20 ครั้ง และอาการถ่ายเหลวนี้อาจลากยาวไปได้ถึง 3-9 วันเลยทีเดียว
ไวรัสโรตาติดต่อกันได้อย่างไร ทำไมระบาดง่ายในเด็กเล็ก?
หมอเจอบ่อยมากที่พ่อแม่ถามว่า ทั้งที่ระวังเรื่องอาหารการกินของลูกเป็นอย่างดีแล้ว ทำไมลูกยังติดเชื้อนี้ได้ คำตอบคือ ไวรัสโรตาเป็นเชื้อที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีมาก และติดต่อกันผ่านทางช่องทางปากผ่านการสัมผัสสิ่งปนเปื้อนเป็นหลัก
ลองจินตนาการดูว่า เด็กที่ติดเชื้ออาจมีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่ที่มือ เมื่อไปจับของเล่น พื้นห้อง หรือสิ่งของต่างๆ เชื้อก็จะเกาะอยู่บนพื้นผิวเหล่านั้นได้นานหลายวัน พอเด็กคนอื่นมาเล่นต่อ แล้วเอามือเข้าปาก หรือหยิบขนมกิน เชื้อไวรัสก็จะเข้าสู่ร่างกายทันที การล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ทั่วไปก็มักจะฆ่าเชื้อไวรัสโรตาไม่ได้ผลดีเท่ากับการล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกวิธี
ลูกท้องเสียหนักขนาดนี้ หมอรักษาและดูแลอย่างไรให้ปลอดภัย?
สิ่งที่พ่อแม่ต้องเข้าใจเป็นอันดับแรกคือ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจากไวรัสโรตายังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสโดยเฉพาะ การรักษาหลักคือการรักษาตามอาการ เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ จนกว่าร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมากำจัดไวรัสออกไปเองตามธรรมชาติ
แนวทางการดูแลที่ถูกต้องเมื่อลูกมีอาการ มีดังนี้
- ห้ามซื้อยาหยุดถ่ายให้ลูกกินเด็ดขาด: ร่างกายกำลังพยายามขับเชื้อโรคและสารพิษออกผ่านทางอุจจาระ การกินยาหยุดถ่ายจะทำให้เชื้อโรคสะสมอยู่ในลำไส้ ส่งผลให้อาการแย่ลง ท้องอืดรุนแรง หรือเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนได้
- จิบสารละลายเกลือแร่ (ORS) อย่างถูกวิธี: การให้เด็กดื่มเกลือแร่ไม่ใช่การดื่มทีเดียวหมดแก้วแบบน้ำดื่มทั่วไป เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้เด็กอาเจียน วิธีที่ถูกต้องคือการใช้ช้อนป้อน หรือให้จิบทีละน้อยๆ ทุก 1-2 นาทีอย่างต่อเนื่อง
- การให้อาหาร: หากเป็นทารกที่กินนมแม่ ให้กินนมแม่ต่อไปได้ตามปกติ เพราะในนมแม่มีภูมิคุ้มกันที่ช่วยให้ลำไส้ฟื้นตัวเร็วขึ้น ส่วนเด็กที่กินนมชง หากท้องเสียรุนแรงและนานกว่าปกติ หมออาจแนะนำให้เปลี่ยนเป็นนมสูตรปราศจากน้ำตาลแลคโตสชั่วคราว เพราะในช่วงที่ลำไส้อักเสบ ร่างกายจะย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมได้ยากขึ้น ทำให้ท้องเสียหนักกว่าเดิม
สัญญาณเตือนภัยเมื่อร่างกายขาดน้ำรุนแรง: อาการแบบไหนต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันที?
เนื่องจากเด็กเล็กสูญเสียน้ำและเกลือแร่ได้เร็วกว่าผู้ใหญ่มาก พ่อแม่จึงต้องคอยสังเกตอาการขาดน้ำอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนต่อไปนี้แม้เพียงข้อเดียว ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอ
- เด็กซึมมาก นอนนิ่ง ไม่ร่าเริง หรือในทางกลับกันอาจร้องกวนงอแงผิดปกติ กระสับกระส่าย
- เบ้าตาโหลลึกอย่างเห็นได้ชัด ปากแห้ง ผิวหนังเหี่ยวแห้ง
- เวลาลูกร้องไห้แล้วไม่มีน้ำตาไหลออกมา
- ในเด็กเล็ก สังเกตว่ากระหม่อมหน้าบุ๋มลงไป
- ปัสสาวะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด หรือผ้าอ้อมแห้งสนิทนานเกิน 6 ชั่วโมง
- มีไข้สูงลอย เช็ดตัวหรือกินยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลด
- อาเจียนตลอดเวลาจนไม่สามารถจิบน้ำหรือเกลือแร่ได้เลย หรือถ่ายเป็นมูกเลือด
วิธีป้องกันลูกน้อยให้ห่างไกลไวรัสโรตาและการหยอดวัคซีนป้องกัน
การป้องกัน โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจากไวรัส ชนิดนี้ให้ได้ผลดีที่สุด คือการดูแลสุขอนามัยควบคู่ไปกับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะโรค
การดูแลสุขอนามัยในบ้าน
ควรล้างมือให้ลูกบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ โดยเฉพาะก่อนมื้ออาหารและหลังการขับถ่าย พ่อแม่เองก็ต้องล้างมือทุกครั้งหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก ของเล่นและของใช้ของลูกควรนำมาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อเป็นประจำเพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค
การรับวัคซีนป้องกันไวรัสโรตา
นี่คือวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด วัคซีนป้องกันไวรัสโรตาไม่ได้ใช้วิธีการฉีด แต่เป็นวัคซีนชนิดหยอดทางปาก ซึ่งสามารถเริ่มให้ได้ตั้งแต่อายุประมาณ 2 เดือน โดยจำนวนครั้งในการหยอดจะขึ้นอยู่กับยี่ห้อของวัคซีน (มีทั้งแบบหยอด 2 ครั้ง และ 3 ครั้ง) ซึ่งปกติจะหยอดเสร็จสิ้นก่อนเด็กอายุ 6-8 เดือน พ่อแม่ควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อวางแผนการรับวัคซีนตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อช่วยลดโอกาสการเจ็บป่วยรุนแรงและการต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล
โรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรตาอาจดูน่ากลัวสำหรับคนเป็นพ่อแม่ แต่หากเรามีความรู้ความเข้าใจ สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และพาลูกไปรับวัคซีนป้องกันอย่างครบถ้วนตามกำหนด เราก็จะสามารถรับมือและผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปลอดภัย