ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ภาพของพ่อแม่ที่อุ้มลูกน้อยเข้ามาในห้องตรวจกลางดึกด้วยความตื่นตระหนก เพราะลูกจู่ๆ ก็อาเจียนพุ่ง สลับกับถ่ายเหลวเป็นน้ำจนก้นแดงและดูหมดแรง เป็นภาพที่หมอพบเจอได้บ่อยครั้งในคลินิกเด็ก โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศเริ่มเย็นลงหรือช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู บ่อยครั้งที่ตัวการเบื้องหลังฝันร้ายของครอบครัวนี้ไม่ใช่แค่อาหารเป็นพิษธรรมดา แต่คือ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจากไวรัสโรตา ซึ่งเป็นไวรัสตัวร้ายที่จ้องเล่นงานระบบทางเดินอาหารของเด็กเล็กอย่างรุนแรง

ทำความรู้จักตัวการร้ายเบื้องหลังอาการท้องร่วงรุนแรง

เมื่อพูดถึงอาการท้องเสียเฉียบพลัน หลายคนมักจะนึกถึงการกินอาหารไม่สะอาด แต่สำหรับเด็กเล็กแล้ว สาเหตุหลักส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส และหนึ่งในตัวการที่ก่อความรุนแรงได้มากที่สุดก็คือ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจากไวรัส โรตา (Rotavirus) เจ้าไวรัสชนิดนี้มีความทนทานในสิ่งแวดล้อมสูงมาก สามารถเกาะอยู่บนของเล่น ลูกบิดประตู หรือพื้นผิวต่างๆ ได้นานเป็นวันๆ และที่สำคัญคือ เพียงแค่ได้รับเชื้อในปริมาณเพียงเล็กน้อยผ่านการหยิบของเล่นเข้าปาก หรือการไม่ล้างมือก่อนหยิบจับอาหาร ก็สามารถทำให้ลูกน้อยล้มป่วยได้อย่างรวดเร็ว

เช็กอาการด่วน: ลูกน้อยกำลังเผชิญกับไวรัสโรตาอยู่หรือเปล่า?

อาการของโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจากไวรัสโรตามักจะมีรูปแบบเฉพาะตัวที่ค่อนข้างรุนแรงกว่าท้องเสียทั่วไป หมออยากให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตอาการของลูกตามระยะต่างๆ ดังนี้

1. ระยะแรกเริ่ม: ไข้ขึ้นสูงและอาเจียนอย่างหนัก

อาการมักจะเริ่มต้นอย่างเฉียบพลันภายใน 1-2 วันหลังจากได้รับเชื้อ ลูกจะเริ่มมีไข้ต่ำๆ ไปจนถึงไข้สูง และมีอาการอาเจียนบ่อยครั้ง บางรายกินอะไรเข้าไปก็อาเจียนออกหมด แม้แต่น้ำเปล่า ทำเอาคุณพ่อคุณแม่ใจเสียเพราะกลัวลูกจะไม่มีแรง

2. ระยะท้องเสีย: ถ่ายเหลวเป็นน้ำในปริมาณมาก

หลังจากเริ่มอาเจียนได้ไม่นาน อาการท้องเสียจะตามมาทันที ลักษณะอุจจาระจะเป็นน้ำเหลวๆ ปนเนื้อเล็กน้อย มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวเฉพาะตัว และมักจะถ่ายบ่อยครั้งต่อวัน อาการถ่ายเป็นน้ำนี้อาจลากยาวไปได้ตั้งแต่ 3 ถึง 8 วัน ซึ่งทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็ว

เมื่อลูกป่วย... เราจะช่วยประคับประคองอาการอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด

สิ่งสำคัญที่หมอต้องเน้นย้ำเสมอคือ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจากไวรัสโรตานั้นยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสโดยเฉพาะ การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการและเน้นการป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายที่สุด

  • ป้อนน้ำเกลือแร่ (ORS) อย่างถูกวิธี: อย่าให้ลูกดื่มทีละแก้วใหญ่ๆ เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้อาเจียน วิธีที่ถูกต้องคือการใช้ช้อนเล็กๆ ตักป้อน หรือใช้ไซริงค์หยอดเข้าปากทีละน้อย แต่ป้อนบ่อยๆ ทุกๆ 5-10 นาที เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ดูดซึม
  • ปรับอาหารให้ย่อยง่าย: หากลูกยังกินนมแม่ ให้กินนมแม่ต่อไปได้ตามปกติเพราะในนมแม่มีภูมิคุ้มกันที่ดี หากกินนมชงและมีอาการถ่ายบ่อย อาจต้องปรึกษาหมอเพื่อปรับเป็นนมสูตรปราศจากแลคโตสชั่วคราว ส่วนเด็กโตให้เน้นอาหารเหลวที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊กเหลวหรือข้าวต้มใส่เกลือเล็กน้อย
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยาหยุดถ่ายกินเอง: คุณพ่อคุณแม่หลายคนตกใจที่เห็นลูกถ่ายไม่หยุด จึงไปซื้อยาหยุดถ่ายมาให้ลูกกิน ซึ่งเป็นวิธีที่อันตรายมาก เพราะการถ่ายอุจจาระคือกลไกธรรมชาติที่ร่างกายใช้ขับไล่เชื้อไวรัสและสารพิษออกไป การกินยาหยุดถ่ายจะทำให้เชื้อโรคคั่งค้างในลำไส้และอาจส่งผลให้ติดเชื้อรุนแรงขึ้นได้

สัญญาณอันตรายที่บอกว่าต้องรีบพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที

ในเด็กเล็ก ภาวะขาดน้ำสามารถรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นช็อกและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หากสังเกตเห็นอาการเตือนเหล่านี้ ขอให้อย่ารอช้าและรีบพาลูกมาพบแพทย์ทันที

  • ลูกดูซึมลงอย่างเห็นได้ชัด นอนราบ ไม่ร่าเริง หรือในทางกลับกันคือร้องกวนโยเยตลอดเวลาโดยไม่มีสาเหตุ
  • ตาโหล ลึกโบ๋ ปากแห้ง ผิวหนังแห้งตึง บ้วนน้ำลายไม่ออก
  • ร้องไห้โยเยแต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาเลย
  • ปัสสาวะห่างกว่าปกติ หรือไม่มีปัสสาวะเลยนานเกิน 6 ชั่วโมง (ในเด็กเล็กสังเกตจากผ้าอ้อมสำเร็จรูปที่แห้งสนิท)
  • กระหม่อมหน้าบุ๋มลงไปมากกว่าปกติในเด็กทารก
  • มีไข้สูงลอย อาเจียนตลอดจนไม่สามารถจิบน้ำเกลือแร่ได้เลย

เกราะป้องกันที่ดีที่สุด: วิธีรับมือและป้องกันไวรัสโรตาไม่ให้กลับมาทำร้ายลูกรัก

แม้ว่าเราจะดูแลเรื่องสุขอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และทำความสะอาดของเล่นอย่างดีแล้ว แต่เนื่องจากไวรัสโรตามีความทนทานสูงมาก การป้องกันด้วยสุขอนามัยเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอ

นวัตกรรมทางการแพทย์ในปัจจุบันได้มอบเกราะป้องกันที่ดีที่สุดให้กับเด็กๆ นั่นคือ วัคซีนป้องกันไวรัสโรตา ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดหยอดทางปาก (Oral Vaccine) ที่มีความปลอดภัยสูงและเริ่มให้ได้ตั้งแต่ลูกน้อยมีอายุ 2 เดือนขึ้นไป โดยจะหยอดทั้งหมด 2 หรือ 3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีน

การได้รับวัคซีนไม่เพียงแต่ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ หากลูกเกิดติดเชื้อขึ้นมาจริงๆ วัคซีนจะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมาก จากที่เคยต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือเพราะอาการถ่ายรุนแรงและอาเจียนหนัก ก็อาจเหลือเพียงอาการถ่ายเหลวเล็กน้อยที่สามารถดูแลรักษาตัวต่อที่บ้านได้อย่างปลอดภัย

สุดท้ายนี้ หมออยากฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ทุกคนว่า อาการท้องเสียในเด็กเล็กไม่ใช่เรื่องที่ควรนิ่งนอนใจ การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด การดูแลเรื่องการทดแทนน้ำอย่างถูกวิธี และการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนตั้งแต่เนิ่นๆ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยปกป้องลูกรักให้เติบโตอย่างแข็งแรงและปลอดภัยจากไวรัสร้ายตัวนี้

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down