ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เวลาเดินตรวจคนไข้สูงอายุที่บ้าน สิ่งหนึ่งที่ลูกหลานมักจะกังวลใจและถามผมอยู่บ่อยๆ คือเรื่องแผลเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นแผลกดทับ แผลเบาหวานที่เท้า หรือแม้แต่แผลถลอกจากการเดินชนขอบเตียง เพราะในวัยนี้ ผิวหนังมีความบางลง ระบบไหลเวียนเลือดไม่ค่อยดี และที่สำคัญคือภูมิคุ้มกันเริ่มถดถอย ทำให้แผลที่คิดว่าไม่น่าจะมีอะไร กลับลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้ง่ายกว่าวัยหนุ่มสาว

ในฐานะแพทย์ ผมมักจะย้ำเสมอว่า การปล่อยให้แผลลุกลามจนต้องหามส่งโรงพยาบาลเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ หากเรามีความเข้าใจที่ถูกต้องในการดูแลและสังเกตอาการตั้งแต่เนิ่นๆ บทความนี้ผมเลยอยากมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ถึงแนวทางดูแลและ การป้องกันแผลติดเชื้อแทรกซ้อนในผู้สูงอายุ ที่ลูกหลานสามารถทำตามได้จริงที่บ้านครับ

ทำไมผิวผู้สูงอายุถึงหายช้า และเสี่ยงติดเชื้อง่ายจัง?

ก่อนจะไปดูวิธีดูแล เรามาทำความเข้าใจธรรมชาติของผิวผู้สูงอายุสักนิดครับ เมื่อคนเราอายุมากขึ้น คอลลาเจนใต้ผิวหนังจะลดลง ไขมันบางลง ผิวแห้งกร้าน และที่สำคัญคือเส้นเลือดฝอยที่มาเลี้ยงผิวหนังทำงานได้น้อยลง เวลาเกิดแผล ร่างกายจึงซ่อมแซมตัวเองได้ช้ามาก

นอกจากนี้ ผู้สูงอายุหลายท่านมีโรคประจำตัว เช่น โรเบาหวาน ที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งน้ำตาลนี่แหละคืออาหารชั้นดีของแบคทีเรีย เมื่อแผลหายช้า ประกอบกับเชื้อโรคเติบโตได้ดี โอกาสที่แผลธรรมดาจะกลายเป็นแผลอักเสบ บวมแดง หรือมีหนอง จึงเกิดขึ้นได้สูงมากครับ

ล้างแผลอย่างไรให้สะอาดหมดจด ไม่ให้เชื้อโรคตั้งรกราก

หัวใจสำคัญที่สุดข้อแรกของการดูแลแผล คือความสะอาดครับ หลายบ้านมักจะตกม้าตายตรงนี้ด้วยการใช้แอลกอฮอล์หรือไฮโดรเจนเปอร์เปอร์ออกไซด์ราดลงไปที่แผลตรงๆ ด้วยความหวังว่าจะช่วยฆ่าเชื้อโรค

ผมต้องขอเบรกตรงนี้เลยครับว่า ห้ามทำเด็ดขาด เพราะน้ำยาแรงๆ เหล่านี้ไม่ได้ฆ่าแค่เชื้อโรค แต่มันไปทำลายเนื้อเยื่อที่กำลังสร้างขึ้นมาใหม่ ทำให้แผลหายช้าลงไปอีก วิธีที่ถูกต้องและอ่อนโยนที่สุดมีดังนี้ครับ:

  • ล้างแผลด้วยน้ำเกลือล้างแผล (Normal Saline) ที่สะอาด ปลอดเชื้อ
  • ใช้น้ำสะอาดธรรมดาร่วมกับสบู่อ่อนๆ ล้างรอบๆ แผลได้ ไม่จำเป็นต้องถูแรง
  • ซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาดหรือก๊อซปราศจากเชื้อเบาๆ
  • หลีกเลี่ยงการใช้สำลีแปะโดนแผลโดยตรง เพราะเส้นใยสำลีจะหลุดติดแผล ทำให้เกิดการอักเสบซ้ำซ้อนได้

สัญญาณเตือนภัยสีแดง: แบบนี้แปลว่าแผลเริ่มติดเชื้อแล้ว

ลูกหลานหลายคนมักรอให้แผลมีหนองไหลเยิ้มถึงจะรู้ว่าติดเชื้อ ซึ่งตอนนั้นอาจจะสายเกินไปแล้วครับ เราควรสังเกตสัญญาณเตือนระยะแรกที่ร่างกายกำลังฟ้องว่า แผลเริ่มมีปัญหา ดังนี้ครับ

  • อาการปวดที่เพิ่มขึ้น: จากเดิมแผลควรจะค่อยๆ ปวดลดลงตามวันเวลา แต่ถ้าจู่ๆ กลับปวดตุบๆ มากขึ้นเรื่อยๆ นั่นไม่ใช่เรื่องปกติ
  • รอบแผลบวมแดงร้อน: ลองใช้หลังมือแตะดูรอบๆ แผล ถ้ามีความรู้สึกอุ่นหรือร้อนกว่าผิวหนังส่วนอื่น แปลว่ามีการอักเสบติดเชื้ออยู่ข้างใน
  • มีกลิ่นเหม็นหรือน้ำเหลืองเปลี่ยนสี: หากมีของเหลวข้นสีเหลือง เขียว หรือมีกลิ่นคาวปลา ชัดเจนว่ามีแบคทีเรียจำนวนมากกำลังทำงานอยู่
  • มีไข้ร่วมด้วย: หากผู้สูงอายุมีไข้หนาวสั่นร่วมกับแผลที่มีอาการแย่ลง แสดงว่าเชื้อโรคเริ่มกระจายเข้าสู่กระแสเลือดแล้วครับ

อาหารบำรุงผิวและเนื้อเยื่อ: กินอะไรให้แผลหายไวและไม่ติดเชื้อ

การดูแลจากภายนอกอย่างเดียวไม่พอครับ ร่างกายต้องซ่อมแซมตัวเองจากภายในด้วย ผู้สูงอายุหลายท่านเบื่ออาหาร ทานได้น้อย ทำให้ขาดสารอาหารสำคัญในการสมานแผล สิ่งที่ผมแนะนำให้เน้นเป็นพิเศษคือ:

  • โปรตีนคุณภาพดี: เช่น เนื้อปลา ไข่ขาว เต้าหู้ เนื้อสัตว์ไม่เหนียวเคี้ยวยาก โปรตีนคืออิฐและปูนที่ใช้สร้างเนื้อเยื่อใหม่มาปิดปากแผล
  • วิตามินซีและสังกะสี: ช่วยสร้างคอลลาเจนและเสริมภูมิคุ้มกันให้ผิวหนังแข็งแรง พบได้ในผักใบเขียวและผลไม้รสเปรี้ยวที่ไม่หวานจัด
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ: เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนังรอบแผล ทำให้เซลล์ผิวทำงานได้อย่างเต็มที่

อุปกรณ์และสภาพแวดล้อมรอบตัวที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

บางครั้งเราดูแลแผลดีแทบตาย แต่สิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้สูงอายุกลับเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค เราต้องใส่ใจเรื่องเหล่านี้ด้วยครับ

ที่นอน ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และเสื้อผ้า ควรเป็นผ้าที่สะอาดและแห้งสนิทเสมอ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องนอนติดเตียง การพลิกตะแคงตัวทุกๆ 2 ชั่วโมงเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับใหม่ คือมาตรการป้องกันที่ดีที่สุด เพราะแผลใหม่ที่เกิดขึ้นจากแรงกดทับ มักจะติดเชื้อได้ง่ายและรักษายากกว่าแผลอุบัติเหตุทั่วไป

อาการแบบไหนที่พามาพบแพทย์ด่วน ห้ามรอเด็ดขาด

หากดูแลที่บ้านมาสักระยะแล้วแผลไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น หรือมีอาการเข้าข่ายภาวะวิกฤต ดังต่อไปนี้ แนะนำให้รีบพามาพบแพทย์ทันทีครับ:

  • แผลกว้างขึ้น ลึกขึ้น หรือมีเนื้อตายสีดำเกิดขึ้นที่ก้นแผล
  • อาการบวมแดงลามออกไปรอบแผลเป็นวงกว้าง
  • ผู้สูงอายุมีอาการซึมลง สับสน เพ้อ หรือหายใจหอบเหนื่อย ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด

การดูแลแผลในผู้สูงอายุต้องอาศัยความใส่ใจ ความสะอาด และความสม่ำเสมอเป็นหลักครับ หากลูกหลานมีความเข้าใจที่ถูกต้องและหมั่นสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เราก็จะสามารถช่วยคนที่เรารักให้ปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายเหล่านี้ได้อย่างแน่นอนครับ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down