เคยไหมที่รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยๆ แต่พอเข้าห้องน้ำแล้วกลับไหลออกมากระปริบกระปรอย แถมยังรู้สึกแสบขัดเหมือนมีเข็มทิ่มแทง บางคนถึงขั้นปวดเกร็งที่ท้องน้อยจนแทบเดินไม่ไหว อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนที่พบบ่อยมากในคลินิกของหมอ ซึ่งคนไข้หลายคนมักจะปล่อยทิ้งไว้ด้วยความเคยชินหรืออายที่จะมาพบแพทย์ จนกระทั่งอาการลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่
อาการปวดแสบเวลาปัสสาวะนี้ แท้จริงแล้วเป็นสัญญาณเด่นของ โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง หมออยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจกับโรคนี้อย่างละเอียด เพื่อที่จะได้รู้เท่าทัน ป้องกันได้ถูกวิธี และไม่ต้องทนทรมานกับอาการนี้อีกต่อไป
โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะคืออะไร และเกิดขึ้นตรงไหนได้บ้าง?
หากอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ระบบทางเดินปัสสาวะของเราเปรียบเสมือนระบบท่อระบายน้ำของร่างกาย เริ่มต้นจากไตที่ทำหน้าที่กรองของเสีย ไหลผ่านท่อไตลงมาเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ และระบายออกนอกร่างกายผ่านทางท่อปัสสาวะ เมื่อมีเชื้อโรคหลุดรอดเข้าไปในระบบนี้และเกิดการเจริญเติบโต ก็จะทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อขึ้น โดยหมอสามารถแบ่งการติดเชื้อออกเป็นสองส่วนหลักๆ ตามตำแหน่งที่เกิดขึ้น
1. การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง
ตำแหน่งนี้พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งก็คือการอักเสบติดเชื้อบริเวณกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ อาการมักจะไม่รุนแรงมากนัก แต่จะสร้างความรำคาญและรบกวนชีวิตประจำวันอย่างมาก เช่น อาการแสบขัดเวลาปัสสาวะ หรือรู้สึกปวดปัสสาวะตลอดเวลา
2. การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน
ตำแหน่งนี้มีความรุนแรงมากกว่า คือการที่เชื้อโรคลุกลามขึ้นไปถึงกรวยไตและไต ส่งผลให้เกิดภาวะกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน คนไข้อาจมีไข้สูง หนาวสั่น และปวดเอวอย่างรุนแรง ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เชื้ออาจแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ทำไมเราถึงเป็นโรคนี้? เปิดสาเหตุและพฤติกรรมใกล้ตัวที่กระตุ้นให้ติดเชื้อ
สาเหตุหลักของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะเกือบทั้งหมดเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะเชื้อที่ชื่อว่า เอสเชอริเชีย โคไล (E. coli) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้และรอบๆ ทวารหนักของเราเอง โดยพฤติกรรมและปัจจัยทางกายภาพที่ทำให้เชื้อเหล่านี้หลุดรอดเข้าไปในทางเดินปัสสาวะ มีดังนี้
- สรีระตามธรรมชาติของผู้หญิง: ผู้หญิงมีโอกาสเกิดโรคนี้ได้มากกว่าผู้ชายหลายเท่า เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงมีขนาดสั้นกว่าและอยู่ใกล้กับทวารหนักและช่องคลอด ทำให้เชื้อแบคทีเรียเดินทางเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่ายกว่า
- พฤติกรรมการอั้นปัสสาวะ: การอั้นปัสสาวะเป็นเวลานานจะทำให้ปัสสาวะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของแบคทีเรีย
- การทำความสะอาดหลังขับถ่ายที่ผิดวิธี: หลายคนคุ้นชินกับการเช็ดทำความสะอาดจากหลังมาหน้า ซึ่งเป็นการลากเอาเชื้อแบคทีเรียจากทวารหนักเข้าสู่ท่อปัสสาวะโดยไม่ตั้งใจ
- การมีเพศสัมพันธ์: แรงเสียดทานระหว่างการมีเพศสัมพันธ์สามารถดันเชื้อแบคทีเรียรอบๆ ช่องคลอดให้เข้าไปในท่อปัสสาวะได้ง่ายขึ้น
- การดื่มน้ำน้อยเกินไป: เมื่อร่างกายขาดน้ำ ปริมาณปัสสาวะที่จะช่วยชะล้างและขับแบคทีเรียออกจากท่อปัสสาวะตามธรรมชาติก็น้อยลงไปด้วย
เช็กอาการเตือน: แบบไหนคือสัญญาณของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ?
หมออยากให้ลองสังเกตตัวเองดูว่า มีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นหรือไม่ หากมีอาการเพียง 1-2 ข้อ ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย
- รู้สึกแสบ ร้อน หรือเจ็บแปลบเวลาปัสสาวะ
- ปวดปัสสาวะบ่อยครั้งขึ้น บางครั้งห่างกันไม่ถึงชั่วโมง แต่ปัสสาวะออกเพียงเล็กน้อย
- รู้สึกปวดตื้อหรือปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย
- ปัสสาวะมีสีขุ่น มีกลิ่นเหม็นฉุนผิดปกติ หรือในบางรายอาจมีเลือดปนออกมา
- หากเริ่มมีไข้ หนาวสั่น ปวดหลังหรือปวดเอวด้านใดด้านหนึ่ง ควบคู่กับอาการคลื่นไส้อาเจียน นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าเชื้อโรคได้ลุกลามขึ้นไปที่กรวยไตแล้ว ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
ขั้นตอนการรักษาเมื่อมาพบหมอ และทำไมห้ามซื้อยากินเอง?
เมื่อคนไข้มาพบหมอด้วยอาการน่าสงสัย ขั้นตอนแรกคือการตรวจปัสสาวะเพื่อหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเชื้อแบคทีเรีย ในบางรายอาจต้องส่งเพาะเชื้อปัสสาวะเพิ่มเติม เพื่อให้ทราบชนิดของเชื้อที่แน่นอนและเลือกยาได้ตรงจุด
การรักษาหลักคือการใช้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ซึ่งหมออยากเน้นย้ำตรงนี้มากๆ ว่า ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเองเด็ดขาด เนื่องจากยาปฏิชีวนะมีหลายกลุ่ม และการเลือกใช้ยาต้องขึ้นอยู่กับประวัติการแพ้ยา ประวัติการรักษา และความรุนแรงของโรค การซื้อยากินเองในปริมาณที่ไม่เหมาะสม หรือหยุดยาเองเมื่ออาการเริ่มดีขึ้น เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งจะทำให้การรักษาในครั้งต่อไปทำได้ยากและซับซ้อนยิ่งขึ้น
นอกจากการกินยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดจนครบกำหนดแล้ว การดื่มน้ำสะอาดมากๆ จะช่วยกระตุ้นการขับปัสสาวะเพื่อชะล้างแบคทีเรียให้ออกจากระบบทางเดินปัสสาวะได้เร็วขึ้น
วิธีดูแลตัวเองง่ายๆ ป้องกันไม่ให้โรคนี้กลับมากวนใจอีก
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะกลับมาเป็นซ้ำ หมอขอแนะนำวิธีง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำตามได้ดังนี้
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ: พยายามดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 8-10 แก้ว เพื่อช่วยให้ร่างกายผลิตปัสสาวะและขับแบคทีเรียออกไปอย่างสม่ำเสมอ
- ไม่อั้นปัสสาวะ: เมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะควรรีบเข้าห้องน้ำทันที ไม่ควรฝืนอั้นไว้เด็ดขาด
- ปรับวิธีการเช็ดทำความสะอาด: หลังจากปัสสาวะหรืออุจจาระเสร็จแล้ว ให้เช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ เพื่อป้องกันการนำเชื้อแบคทีเรียจากทวารหนักเข้ามาในช่องคลอดและท่อปัสสาวะ
- ปัสสาวะทิ้งหลังการมีเพศสัมพันธ์: ควรปัสสาวะทิ้งและทำความสะอาดอวัยวะเพศทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ เพื่อช่วยขับไล่แบคทีเรียที่อาจถูกดันเข้าไปในท่อปัสสาวะ
- หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด: การใช้สบู่ที่มีฤทธิ์รุนแรงหรือการสวนล้างช่องคลอดจะทำลายแบคทีเรียชนิดดีที่ทำหน้าที่ปกป้องช่องคลอด ทำให้เชื้อก่อโรคเติบโตได้ง่ายขึ้น
โรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะไม่ใช่เรื่องน่าอาย และเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ง่ายหากได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ หากเริ่มมีอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะ หรือรู้สึกปัสสาวะผิดปกติ อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้ทรมาน การสละเวลามาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาที่ถูกต้อง จะช่วยให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมั่นใจอีกครั้ง