ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หลายคนน่าจะเคยเจอกับประสบการณ์ที่ว่า แม้จะรู้สึกเพลียและเหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวัน แต่พอสไลด์ตัวลงนอนบนเตียงพร้อมกับหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาไถฟีด ดูคลิปวิดีโอ หรือเปิดซีรีส์เรื่องโปรดทิ้งไว้เพื่อหวังว่าจะช่วยให้เคลิ้มหลับ กลับกลายเป็นว่าผ่านไปเป็นชั่วโมงก็ยังตาค้าง หรือต่อให้หลับไปได้ ก็มักจะตื่นกลางดึกและรู้สึกไม่สดชื่นในเช้าวันถัดมา อาการเหล่านี้มักมีสาเหตุสำคัญมาจาก ภาวะการกระตุ้นจากแสงและเสียงที่มากเกินไปก่อนนอน โดยที่เราไม่รู้ตัว

ทำไมการเล่นมือถือหรือเปิดซีรีส์ดูก่อนนอน ถึงทำให้สมองคิดว่ายังเป็นตอนกลางวัน?

ตามธรรมชาติแล้ว ร่างกายของมนุษย์เรามีนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm) ที่คอยควบคุมวงจรการตื่นและการนอน โดยมีแสงและเสียงรอบข้างเป็นตัวกำหนดรหัสสำคัญ เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ความมืดจะส่งสัญญาณให้สมองส่วนไฮโปทาลามัสเริ่มหลั่งฮอร์โมน เมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำให้เรารู้สึกง่วงและช่วยให้หลับสนิท

แต่เมื่อเราสัมผัสกับแสงสว่าง โดยเฉพาะ แสงสีฟ้า (Blue Light) จากหน้าจอสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือโทรทัศน์ รูรับแสงในตาจะส่งสัญญาณตรงไปบอกสมองว่า นี่คือเวลากลางวัน ทำให้การหลั่งเมลาโทนินถูกกดไว้ทันที ยิ่งไปกว่านั้น แสงที่สว่างจ้าเกินไปในห้องนอนยังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความตื่นตัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย

แล้วเสียงจากหูฟังหรือโทรทัศน์ ส่งผลต่อการนอนอย่างไร?

นอกจากแสงแล้ว เสียง ก็เป็นปัจจัยกระตุ้นระบบประสาทที่สำคัญไม่แพ้กัน การฟังเพลงที่มีจังหวะเร็ว การดูรายการที่มีเสียงดัง หรือเนื้อหาที่ตื่นเต้นตระการตา จะกระตุ้นให้ระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) ทำงาน หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น สมองจะเข้าสู่ภาวะตื่นตัวเพื่อประมวลผลข้อมูลตลอดเวลา ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถสวิตช์เข้าสู่โหมดการพักผ่อนได้อย่างแท้จริง

เช็กสัญญาณเตือน สมองของคุณกำลังโดนแสงและเสียงกระตุ้นมากเกินไปอยู่หรือเปล่า?

ภาวะการกระตุ้นจากแสงและเสียงที่มากเกินไปก่อนนอน ไม่ได้แสดงออกมาแค่การนอนไม่หลับเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจในหลายๆ ด้าน หากใครมีอาการเหล่านี้บ่อยครั้ง อาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว

  • ใช้เวลานอนนานเกิน 30 นาที: ล้มตัวลงนอนแล้วแต่ใจยังสั่น สมองยังคิดเรื่องราวในคลิปหรือซีรีส์ที่เพิ่งดูไป
  • ตื่นกลางดึกบ่อยและหลับต่อยาก: ร่างกายไม่สามารถเข้าสู่สภาวะหลับลึก (Deep Sleep) ได้อย่างต่อเนื่อง
  • ตื่นนอนแล้วรู้สึกอ่อนเพลีย: เหมือนไม่ได้นอนมาทั้งคืน มีอาการปวดศีรษะเบาๆ หรือตาแห้งเมื่อตื่นนอน
  • มีอาการอารมณ์หงุดหงิดง่ายระหว่างวัน: สมาธิสั้นลง ประสิทธิภาพในการทำงานหรือการตัดสินใจลดลง

ปล่อยให้อยู่ในภาวะนี้นานๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง?

การปล่อยให้สมองรับ ภาวะการกระตุ้นจากแสงและเสียงที่มากเกินไปก่อนนอน เป็นประจำเรื้อรัง ไม่ใช่แค่เรื่องของความอ่อนเพลียในแต่ละวัน แต่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย

ในระยะยาว การขาดเมลาโทนินและคุณภาพการนอนที่แย่ลง จะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคอ้วน เนื่องจากฮอร์โมนที่ควบคุมความอิ่มและความหิวทำงานผิดปกติ นอกจากนี้ การที่สมองไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะวิตกกังวลและโรคซึมเศร้าได้อีกด้วย

ปรับห้องนอนและพฤติกรรมง่ายๆ ช่วยคืนการนอนหลับที่ลึกและมีคุณภาพ

ข่าวดีก็คือ ภาวะนี้สามารถแก้ไขและป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนสุขอนามัยการนอน (Sleep Hygiene) ซึ่งทุกคนสามารถเริ่มทำตามได้ทันที

  • สร้างกฎ 60 นาทีก่อนนอน (Digital Detox): งดการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือโทรทัศน์อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนเข้าหลับ เพื่อเปิดโอกาสให้สมองเริ่มสังเคราะห์เมลาโทนินตามธรรมชาติ
  • ปรับแสงสว่างในห้องนอน: เปลี่ยนหลอดไฟในห้องนอนให้เป็นแสงสีส้ม warm light ที่มีความสลัว และหากจำเป็นต้องใช้มือถือก่อนเวลานอน ให้เปิดโหมด Night Shift หรือปรับความสว่างลงให้ต่ำที่สุด
  • ควบคุมสภาพแวดล้อมเรื่องเสียง: ปิดอุปกรณ์ที่ส่งเสียงรบกวน หากต้องฟังเสียงเพื่อช่วยให้หลับ แนะนำให้เลือกใช้เสียงธรรมชาติ เช่น เสียงฝนตก เสียงคลื่นทะเล หรือ White Noise ในระดับความดังที่เบามากๆ และตั้งเวลาปิดอัตโนมัติไว้ไม่เกิน 30 นาที
  • ทำกิจกรรมผ่อนคลายก่อนนอน: ทดแทนการไถฟีดมือถือด้วยการอ่านหนังสือเล่ม อาบน้ำอุ่น ยืดเหยียดกล้ามเนื้อเบาๆ หรือการฝึกหายใจเข้าลึกๆ เพื่อส่งสัญญาณให้ระบบประสาทเข้าสู่ความสงบ

อาการนอนไม่หลับแบบไหน ที่ควรเข้ามาปรึกษาหมอ?

หากได้พยายามปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม ลดการรับแสงและเสียงก่อนนอน และปฏิบัติตามสุขอนามัยการนอนที่ดีแล้วเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ แต่อาการนอนไม่หลับยังไม่ดีขึ้น หรือส่งผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง การเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินหาสาเหตุเพิ่มเติมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะอาจมีปัจจัยอื่นแอบซ่อนอยู่ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) ภาวะวิตกกังวล หรือโรคเกี่ยวกับการนอนหลับอื่นๆ ซึ่งแพทย์จะช่วยวางแผนการดูแลและรักษาได้อย่างตรงจุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down