เวลาตรวจสุขภาพประจำปีแล้วเจอค่าเอนไซม์ตับสูง หรืออัลตราซาวด์เจอความผิดปกติที่เนื้อตับ หลายคนมักจะตกใจและกังวลใจเป็นธรรมดา หนึ่งในโรคที่คนไข้หลายคนกลัวและมักจะถามหมอบ่อยๆ คือเรื่องของเนื้องอกและมะเร็งที่เกิดขึ้นในตัวตับเอง ซึ่งในทางการแพทย์เราจะเรียกกลุ่มนี้ว่า มะเร็งตับปฐมภูมิ เพื่อแยกออกจากมะเร็งที่กระจายมาจากอวัยวะอื่น
ตับเปรียบเสมือนโรงงานเคมีและห้องเครื่องยนต์ที่ทำงานหนักที่สุดในร่างกาย แต่ความน่ากลัวคือ ตับเป็นอวัยวะที่อดทนมาก ต่อให้เซลล์ข้างในเริ่มเสียหายไปทีละน้อย ตับก็แทบจะไม่ส่งสัญญาณเตือนอะไรออกมาเลย จนกว่าโรคร้ายจะลุกลามไปมากแล้ว วันนี้หมอเลยอยากชวนมาทำความรู้จักเจ้าโรคร้ายนี้แบบเข้าใจง่ายๆ ว่าเกิดจากอะไร ใครคือกลุ่มเสี่ยง และเราจะปกป้องตับของเราได้อย่างไรบ้าง
ตับพังทีละน้อยจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ได้อย่างไร
การจะเข้าใจ มะเร็งตับปฐมภูมิ เราต้องย้อนกลับไปดูว่าเซลล์ตับปกติกลายพันธุ์ไปเป็นเซลล์มะเร็งได้อย่างไร โดยส่วนใหญ่แล้ว จุดเริ่มต้นไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการที่ตับต้องเผชิญกับการอักเสบเรื้อรังมาเป็นเวลาหลายปี
เมื่อเนื้อตับอักเสบซ้ำๆ จะเกิดแผลเป็นสะสมจนกลายเป็นภาวะตับแข็ง เซลล์ตับที่พยายามซ่อมแซมตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าเกิดความผิดพลาดในการแบ่งตัว จนกระทั่งหลุดจากการควบคุมและกลายเป็นก้อนมะเร็งขึ้นมาในที่สุด ชนิดที่เราพบบ่อยที่สุดในคลินิกก็คือมะเร็งเซลล์ตับ หรือที่แพทย์เรียกว่า Hepatocellular Carcinoma นั่นเอง
ใครบ้างที่ตับกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง
คนไข้หลายคนชอบถามหมอว่า ไม่เคยดื่มเหล้าเลยทำไมถึงเป็นโรคนี้ได้ ความจริงคือแอลกอฮอล์เป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อีกหลายอย่างที่กระตุ้นให้เกิด มะเร็งตับปฐมภูมิ ได้เช่นกัน
- โรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรังชนิดบีและซี: นี่คือตัวการใหญ่ที่สุดในบ้านเรา เชื้อไวรัสจะแอบแฝงตัวทำลายตับเงียบๆ นานนับสิบปีจนตับแข็งและกล and เป็นมะเร็ง
- ภาวะไขมันพอกตับ: คนที่มีน้ำหนักเกิน โรคอ้วน หรือไขมันในเลือดสูง ถือเป็นภัยเงียบยุคใหม่ที่ทำให้ตับอักเสบจากไขมันสะสมได้
- การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากเป็นประจำ: ทำลายเซลล์ตับโดยตรงและเร่งให้เกิดภาวะตับแข็งเร็วขึ้น
- สารพิษอะฟลาทอกซิน: สารก่อมะเร็งที่มักปนเปื้อนมากับอาหารแห้ง ถั่วลิสงคั่ว หรือพริกแห้งที่เก็บรักษาไม่ดีจนขึ้นรา
สัญญาณเตือนจากร่างกายเมื่อตับเริ่มส่งเสียงขอความช่วยเหลือ
อย่างที่หมอบบอกไปว่าตับไม่มีเส้นประสาทรับความเจ็บปวดในเนื้อตับ ช่วงแรกจึงไม่มีอาการปวดท้องเลย แต่เมื่อก้อนเนื้อมันโตขึ้นจนไปเบียดบังเยื่อหุ้มตับ หรือตับเริ่มทำงานไม่ไหว เราจะเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติเหล่านี้
- น้ำหนักลดฮวบโดยไม่มีสาเหตุ เบื่ออาหาร และรู้สึกแน่นท้องอืดตลอดเวลา
- คลื่นไส้ อาเจียน หรือรู้สึกพะอืดพะอมหลังกินอาหารที่มีไขมัน
- มีอาการจุกแน่นบริเวณใต้ชายโครงด้านขวา หรือคลำเจอก้อนบริเวณท้องด้านบน
- ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้มเหมือนชาเขียวเข้ม และอุจจาระมีสีซีด
- มีอาการบวมที่ขาและเท้า หรือท้องโตขึ้นจากภาวะมีน้ำในช่องท้อง
การตรวจวินิจฉัยและการประเมินระยะของโรค
ถ้าหมอตรวจพบความเสี่ยงหรือคนไข้มีอาการน่าสงสัย ขั้นตอนถัดไปคือการตรวจยืนยันให้ชัดเจน เพื่อดูว่าก้อนเนื้อนั้นคืออะไรและอยู่ระยะไหนแล้ว ซึ่งการตรวจหลักๆ จะประกอบด้วยการเจาะเลือดดูค่าการทำงานของตับและสารบ่งื้อมะเร็งตับ ร่วมกับการทำอัลตราซาวด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อดูขนาดและตำแหน่งของก้อนเนื้ออย่างละเอียด
วิธีดูแลรักษาในปัจจุบัน
ข่าวดีคือในปัจจุบัน การรักษามะเร็งตับก้าวหน้าไปมาก หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โอกาสในการรักษาหายขาดหรือควบคุมโรคให้อยู่หมัดมีสูงมาก แนวทางหลักๆ จะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคนไข้และขนาดของก้อนเนื้อ
สำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนตับหรือการตัดก้อนมะเร็งออก เป็นวิธีที่ให้ผลดีที่สุดในรายที่สภาพตับยังดีและก้อนยังไม่ลุกลาม นอกจากนี้ยังมีวิธีลดขนาดก้อนเนื้อ เช่น การจี้ด้วยความร้อนหรือคลื่นไมโครเวฟ การอุดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง รวมถึงการใช้ยามุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัดในรายที่โรคอยู่ในระยะลุกลาม
วิธีปกป้องตับให้ห่างไกลจากโรคร้าย
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ หมอแนะนำให้เริ่มต้นดูแลตับตั้งแต่วันนี้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบี หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป ระมัดระวังเรื่องการกินอาหารที่สะอาด ปราศจากเชื้อรา และที่สำคัญที่สุดคือการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัวหรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคตับ เพื่อที่เราจะได้ตรวจพบความผิดปกติและรับมือได้ทันท่วงทีก่อนที่ตับจะแบกรับไม่ไหว