ช่วงนี้ไข้เลือดออกกลับมาระบาดอีกแล้วครับ และที่น่าเป็นห่วงมากๆ คือในกลุ่มเด็กเล็กหรือทารก อาการมักจะไม่ค่อยเหมือนเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านตายใจ คิดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา กว่าจะรู้ตัว ลูกก็อาจจะมีอาการซึมมากหรือเข้าสู่ภาวะช็อกแล้ว
ในฐานะหมอเด็ก สิ่งหนึ่งที่ผมอยากย้ำเสมอคือเรื่องของการสังเกตผิวหนังของเจ้าตัวเล็กครับ เพราะโรคนี้จะมีลักษณะของ ผื่นผิวหนังเฉพาะตัวในทารกที่เป ็นจุดสำคัญในการช่วยวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่อาการจะรุนแรงครับ
ลูกไข้สูงแต่ไม่ไอไม่น้ำมูก สัญญาณแรกที่ต้องระวัง
เวลาที่ทารกเป็นไข้ คุณพ่อคุณแม่มักจะนึกถึงไข้หวัด ทอนซิลอักเสบ หรือท้องเสีย แต่ถ้าลูกมีไข้สูงลอยอยู่ 2 ถึง 3 วันเช็ดตัวแล้วไข้ก็ยังกลับมาสูงอีก ที่สำคัญคือ ไม่มีอาการไอ ไม่มีน้ำมูก และไม่มีอาการท้องเสียร่วมด้วยเลย ตรงนี้แหละครับที่หมออยากให้เริ่มเอะใจถึงโรคไข้เลือดออกไว้บ้างแล้ว
เด็กทารกยังบอกเราไม่ได้ว่าปวดหัว ปวดกระดูก หรือคลื่นไส้เหมือนผู้ใหญ่ สิ่งที่เขาแสดงออกคือความงอแงมากกว่าปกติ ไม่ยอมดูดนม ซึมลง หรือบางทีอาจจะตัวร้อนจี๋แต่ปลายมือปลายเท้าเย็น
หน้าแดง ตัวลาย และผื่นจุดแดงเล็กๆ ที่ผิวหนัง
พาร์ทที่สำคัญที่สุดของวันนี้คือเรื่องผิวหนังครับ เมื่อเชื้อไวรัสเดงกี่เข้าสู่ร่างกาย มันจะทำให้หลอดเลือดฝอยเกิดความผิดปกติ ส่งผลให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงทางผิวหนังที่ค่อนข้างเฉพาะตัว ดังนี้ครับ
- หน้าแดงและตัวแดง: ในช่วงวันแรกๆ ที่มีไข้สูง ผิวหนังของทารกมักจะแดงกระจายทั่วตัวโดยเฉพาะบริเวณใบหน้า คอ และหน้าอก คล้ายกับเด็กโดนแดดจัด
- ผื่นแดงกระจายตามลำตัว: พอเข้าวันที่ 3 หรือ 4 จะเริ่มเห็นผื่นแดงๆ เม็ดเล็กๆกระจายอยู่ตามแขน ขา และลำตัว
- ผื่นจุดเลือดออก: อันนี้คือไฮไลต์สำคัญ ลักษณะจะเป็นจุดสีแดงหรือจุดสีม่วงเล็กๆ ขึ้นตามผิวหนัง ซึ่งต่างจากผื่นแพ้ทั่วไปตรงที่ พอลองใช้นิ้วกดลงไปแล้ว ผื่นนี้จะไม่จางหายไปตามสีผิว
วิธีเช็กง่ายๆ ด้วยตัวเองที่บ้านว่าผื่นนั้นคืออะไร
คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะกังวลว่าจะแยกออกได้อย่างไรว่าเป็นผื่นแพ้ ผื่นไวรัสทั่วไป หรือผื่นไข้เลือดออก หมอมีวิธีทดสอบง่ายๆ ที่ทำได้เองที่บ้านครับ เรียกว่า Glass Test หรือการใช้แก้วใสกด
ให้นำก้นแก้วใสกดทับลงไปบนบริเวณที่มีผื่นแดงของลูก แล้วมองผ่านก้นแก้วลงไป หากเป็นผื่นแพ้ทั่วไปหรือผื่นจากไวรัสหวัด ผิวหนังบริเวณนั้นจะจางลงเมื่อถูกกด แต่ถ้าเป็น ผื่นผิวหนังเฉพาะตัวในทารกที่เป ็นไข้เลือดออก จุดแดงนั้นจะยังคงสีแดงชัดเจนเหมือนเดิม ไม่จางหายไปตามแรงกด นั่นแปลว่ามีความผิดปกติที่เม็ดเลือดและหลอดเลือดฝอยแล้วครับ รีบพามาหาหมอทันทีเลยนะครับ
ระยะอันตรายที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ไข้เลือดออกในทารกมีความน่ากลัวตรงช่วงที่ไข้เริ่มลดลงครับ หลายคนเข้าใจว่าไข้ลดแปลว่าหายป่วยแล้ว แต่ในทางการแพทย์ ช่วงที่ไข้ลดลงประมาณวันที่ 3 ถึง 5 นี่คือช่วงที่เรียกว่า ระยะวิกฤต ครับ
ในตอนนี้ น้ำเหลืองอาจจะเริ่มรั่วออกจากหลอดเลือด ทำให้ความดันโลหิตตก เลือดไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญไม่พอ ทารกจะซึมลงมาก มือเท้าเย็น เหงื่อออกตัวเย็น ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ยอมฉี่เลย หากพบอาการเหล่านี้แปลว่าเข้าสู่ภาวะช็อกแล้ว ต้องถึงมือแพทย์ในโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด ห้ามรอจนถึงเช้าเด็ดขาด
การดูแลรักษาประคับประคองเมื่อลูกเป็นไข้เลือดออก
ปัจจุบันเรายังไม่มีatypicalยาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่โดยตรงครับ การรักษาจึงเป็นการดูแลตามอาการอย่างใกล้ชิด
- เช็ดตัวลดไข้บ่อยๆ: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดเพื่อระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดเด็ดขาดเพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัวและไข้สูงขึ้นไปอีก
- ระวังเรื่องยาแก้ปวด: ข้อนี้สำคัญมาก ห้ามซื้อยาพวกไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือแอสไพริน (Aspirin) มาให้ลูกกินเด็ดขาด เพราะจะไปกัดกระเพาะและทำให้เลือดออกง่ายยิ่งขึ้น ให้ใช้ยาพาราเซตามอลตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรกำหนดเท่านั้น
- ให้ดื่มน้ำเกลือแร่หรือนมบ่อยๆ: เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ แต่ถ้าลูกอาเจียนมากจนกินอะไรไม่ได้เลย หมอจะพิจารณาให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำที่โรงพยาบาล
ท้ายที่สุดนี้ อยากฝากคุณพ่อคุณแม่ว่าโรคไข้เลือดออกในทารกป้องกันได้โดยการระวังไม่ให้ยุงลายกัด และหากลูกมีไข้สูงลอยร่วมกับมีผื่นจุดแดงที่ไม่จางหายเมื่อกด อย่าลังเลที่จะพามาพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดวินิจฉัยให้แน่ชัด ความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ของเราในวันนี้ อาจช่วยชีวิตเจ้าตัวเล็กไว้ได้ครับ