เวลาที่มีไข้หวัดหรือเชื้อไวรัสระบาดในบ้านหรือที่ทำงาน เคยสังเกตไหมว่าทำไมบางคนมีแค่น้ำมูกใสๆ วันสองวันก็หายไปวิ่งออกกำลังกายได้ตามปกติ แต่บางคนกลับทรุดหนักจนไข้ขึ้นสูง หอบเหนื่อย หรือต้องนอนโรงพยาบาลเป็นสัปดาห์ ความแตกต่างนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบภูมิคุ้มกัน และการเป็นหนึ่งใน กลุ่มเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อและการเกิดโรค รุนแรงที่ร่างกายรับมือกับเชื้อโรคได้ยากกว่าคนทั่วไป
ทำไมร่างกายแต่ละคนถึงรับมือกับเชื้อโรคได้ต่างกัน?
เวลาที่เชื้อโรคอย่างไวรัสหรือแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย ปราการด่านแรกคือระบบภูมิคุ้มกันที่จะส่งเม็ดเลือดขาวออกมาจัดการทันที ในคนที่ร่างกายแข็งแรง เม็ดเลือดขาวจะเข้าควบคุมเชื้อได้อย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบ แต่สำหรับกลุ่มเสี่ยง กลไกนี้มักทำงานช้าลงหรือไม่สมดุล ทำให้เชื้อโรคแบ่งตัวและแพร่กระจายไปยังอวัยวะสำคัญ เช่น ปอด ตับ ไต ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ร่างกายของกลุ่มเสี่ยงอาจเกิดการอักเสบที่รุนแรงเกินไปจนทำลายเนื้อเยื่อของตัวเอง ส่งผลให้อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว
ใครบ้างที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อและการเกิดโรครุนแรง?
กลุ่มเสี่ยงสูงไม่ได้หมายถึงแค่ผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มคนที่มีข้อจำกัดทางกายภาพหรือมีโรคประจำตัวที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มร้อย
ผู้สูงวัยและเด็กเล็ก: สองช่วงวัยที่ภูมิคุ้มกันยังไม่พร้อมหรือเริ่มถดถอย
ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ระบบภูมิคุ้มกันยังสร้างตัวได้ไม่สมบูรณ์และยังไม่มีความจำต่อเชื้อโรคต่างๆ มากพอ ส่วนในผู้สูงอายุตั้งแต่ 60-65 ปีขึ้นไป เซลล์เม็ดเลือดขาวจะเริ่มเสื่อมสภาพตามวัย ทำให้การตอบสนองต่อเชื้อโรคช้าลง อีกทั้งความยืดหยุ่นของเนื้อปอดและหลอดเลือดก็ลดลงด้วย
ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง: ภาวะที่ทำให้อวัยวะภายในทำงานหนักอยู่แล้ว
โรคประจำตัวหลายโรคส่งผลกระทบต่อภูมิคุ้มกันโดยตรง เช่น
- โรคเบาหวาน: น้ำตาลในเลือดที่สูงจะทำให้เม็ดเลือดขาวเคลื่อนที่ช้าลงและดักจับเชื้อโรคได้แย่ลงอย่างเห็นได้ชัด
- โรคไตวายเรื้อรัง: สารของเสียสะสมในร่างกายจะรบกวนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันทั้งหมด
- โรคหัวใจและหลอดเลือด: เมื่อเกิดการติดเชื้อ หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย หากหัวใจเดิมไม่แข็งแรง อาจเกิดภาวะหัวใจวายแทรกซ้อนได้ง่าย
- โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังหรือหอบหืด: ทางเดินหายใจมีแผลหรือการอักเสบเรื้อรังอยู่แล้ว เชื้อโรคจึงเข้าสู่เนื้อปอดได้ง่ายจนกลายเป็นปอดอักเสบ
ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
กลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) หรือรูมาตอยด์ที่ต้องรับประทานยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง รวมถึงผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ คนกลุ่มนี้เปรียบเสมือนป้อมปราการที่ขาดทหารคุ้มกัน เชื้อโรคธรรมดาที่ไม่ทำอันตรายคนทั่วไปก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้
หญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีภาวะน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์
หญิงตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและระบบภูมิคุ้มกันเพื่อไม่ให้ร่างกายต่อต้านทารกในครรภ์ ประกอบกับมดลูกที่โตขึ้นจะดันกระบังลมทำให้ปอดขยายตัวได้น้อยลง ส่วนผู้ที่มีภาวะอ้วน น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังระดับต่ำทั่วร่างกาย และจำกัดการเคลื่อนไหวของทรวงอก ทำให้ประสิทธิภาพการหายใจลดลง
สัญญาณเตือนอันตราย: อาการแบบไหนที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
สำหรับกลุ่มเสี่ยง การรอดูอาการที่บ้านนานเกินไปอาจทำให้การรักษาล่าช้า หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยเร็ว
- ไข้สูงลอยเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ทานยาลดไข้แล้วไข้ไม่ยอมลง หรือมีอาการหนาวสั่นมาก
- หายใจเร็ว หอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน หรือหายใจจนชายโครงบุ๋ม
- ระดับออกซิเจนในเลือดที่วัดจากปลายนิ้วต่ำกว่า 95%
- มีอาการซึมลง สับสน เรียกไม่ค่อยรู้เรื่อง หรือเด็กไม่ยอมดูดนมและงอแงผิดปกติ
- รับประทานอาหารหรือน้ำไม่ได้เลย อาเจียนต่อเนื่อง หรือมีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ปากแห้ง ตาโหล ปัสสาวะออกน้อยมาก
วิธีดูแลและสร้างเกราะป้องกันให้คนที่เรารัก
การป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายเป็นหัวใจสำคัญที่สุดสำหรับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งสามารถเริ่มต้นทำได้ง่ายๆ จากชีวิตประจำวัน
รับวัคซีนป้องกันโรคอย่างครบถ้วนและตรงเวลา
วัคซีนเปรียบเสมือนการซ้อมรบให้ระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี วัคซีนป้องกันปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส วัคซีนโควิด-19 รวมถึงวัคซีนงูสวัดสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งช่วยลดอัตราการนอนโรงพยาบาลและการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
ดูแลสุขอนามัยและสภาพแวดล้อมภายในบ้าน
หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลหลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะ เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก ทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วม เช่น ลูกบิดประตู รีโมท และหากคนในบ้านเริ่มมีอาการคล้ายหวัด ควรสวมหน้ากากอนามัยทันทีเพื่อไม่ให้แพร่เชื้อไปสู่กลุ่มเสี่ยง
ควบคุมโรคประจำตัวให้อยู่ในเกณฑ์คงที่
รับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ปรับยาหรือหยุดยาเอง ไปตรวจติดตามอาการตามนัดสม่ำเสมอ และตรวจวัดค่าต่างๆ ที่บ้าน เช่น ค่าน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิต เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายอยู่ในสภาวะที่สมดุลพร้อมรับมือกับเชื้อโรคอยู่เสมอ