ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

โต๊ะอาหารที่เคยมีเสียงหัวเราะ เตียงนอนฝั่งเดิมที่เคยมีคนจับมือกันก่อนนอน บัดนี้กลับเหลือเพียงความว่างเปล่าและเสียงความเงียบที่ดังที่สุดในใจ หลายคนอาจคิดว่าความสูญเสียเป็นเพียงเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกชั่วครั้งชั่วคราว แต่ในความเป็นจริงทางการแพทย์ ความรู้สึกสูญเสียและโศกเศร้าส่งผลกระทบรุนแรงต่อทั้งระบบประสาท ฮอร์โมน และการทำงานของหัวใจอย่างคาดไม่ถึง

ความจริงของความสูญเสีย: เมื่อความเศร้าไม่ได้ทำร้ายแค่จิตใจ แต่ส่งผลต่อร่างกาย

เมื่อต้องเผชิญกับข่าวร้ายหรือการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของคู่ชีวิต ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะตื่นตัวและหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล (Cortisol) และอะดรีนาลีน (Adrenaline) ออกมาอย่างเฉียบพลันและต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดอาการทางกายที่เด่นชัด เช่น รู้สึกแน่นหน้าอกคล้ายมีก้อนจุกอยู่ที่คอ หายใจไม่อิ่ม นอนไม่หลับ อ่อนเพลียจนไม่มีแรงแม้แต่จะลุกจากเตียง และเบื่ออาหารอย่างรุนแรง

ในทางการแพทย์ยังมีภาวะที่เรียกว่า “โรคหัวใจสลาย” (Takotsubo Cardiomyopathy) ซึ่งเกิดจากความเครียดทางอารมณ์ที่รุนแรงจนส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงลงเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรงและหายใจลำบากคล้ายกับอาการหัวใจขาดเลือด ซึ่งนี่คือข้อพิสูจน์เชิงวิทยาศาสตร์ว่าความเจ็บปวดทางใจจากการสูญเสียนั้นส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างแท้จริง

ทำความเข้าใจกระบวนการของความเศร้าโศก

การรับมือกับความเศร้าโศกจากการสูญเสียคู่ชีวิตและบุคคลใกล้ชิด ไม่ใช่เรื่องที่จะก้าวผ่านไปได้ในชั่วข้ามคืน และไม่มีรูปแบบที่ตายตัวสำหรับทุกคน บางวันอาจรู้สึกดีขึ้นจนคิดว่าเริ่มทำใจได้แล้ว แต่ในวันรุ่งขึ้นเพียงแค่เห็นสิ่งของชิ้นเล็กๆ ของเขา ความเศร้าก็อาจพัดกลับมาถล่มทลายอีกครั้ง

ทางการแพทย์อธิบายว่า ความเศร้าโศกเปรียบเสมือนเกลียวคลื่น (Waves of Grief) ในช่วงแรกคลื่นจะลูกใหญ่และซัดเข้ามาบ่อยครั้งจนแทบไม่มีเวลาหายใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป แม้คลื่นแห่งความเศร้าจะยังคงอยู่ แต่มันจะค่อยๆ ลูกเล็กลงและทิ้งระยะห่างมากขึ้น การปล่อยให้ตัวเองได้ร้องไห้และยอมรับความอ่อนแอจึงเป็นกลไกตามธรรมชาติของสมองในการเยียวยาบาดแผลในใจ

เมื่อไหร่ที่ความเศร้าธรรมดา กลายเป็น “ภาวะเศร้าโศกที่ยืดเยื้อ”

แม้ว่าความเศร้าจะเป็นปฏิกิริยาปกติ แต่หากเวลาผ่านไปนานกว่า 6 เดือนถึง 1 ปี แล้วความเศร้ายังคงรุนแรงเท่าเดิม หรือทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถกลับไปดำเนินชีวิตประจำวันได้ ในทางการแพทย์จะเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะเศร้าโศกยืดเยื้อ (Prolonged Grief Disorder) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยมีสัญญาณเตือนที่ต้องเฝ้าระวัง ดังนี้

  • มีความคิดยึดติดอยู่กับผู้ล่วงลับเกือบตลอดเวลา จนไม่สามารถสนใจสิ่งอื่นรอบตัวได้
  • รู้สึกว่างเปล่า เย็นชา หรือรู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมายอีกต่อไปหากไม่มีเขา
  • หลีกเลี่ยงสถานที่ ผู้คน หรือสิ่งของที่ทำให้นึกถึงผู้ล่วงลับอย่างรุนแรง
  • มีความรู้สึกโกรธ ขมขื่น หรือรู้สึกผิดอย่างรุนแรงต่อการจากไปของคนรัก
  • มีอาการซึมเศร้า แยกตัวจากสังคม และมีความคิดอยากจากไปอยู่ด้วยกัน

หนทางประคับประคองใจในวันที่โลกใบเดิมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

การเยียวยาไม่ได้หมายถึงการลืมเลือนคนรัก แต่คือการเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตต่อไปโดยเก็บความทรงจำที่งดงามของเขาไว้ในใจอย่างมั่นคง

หากกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ หรือกำลังดูแลผู้ที่สูญเสียคนรัก แนวทางเหล่านี้สามารถช่วยประคับประคองจิตใจได้

  • อนุญาตให้ตัวเองรู้สึก: ไม่จำเป็นต้องฝืนเข้มแข็งตลอดเวลา การร้องไห้ การโกรธ หรือการรู้สึกสับสน เป็นปฏิกิริยาที่ปกติที่สุดของมนุษย์
  • ดูแลกายภาพพื้นฐาน: แม้จะยากลำบาก แต่พยายามจิบน้ำ ทานอาหารอ่อนๆ ที่ย่อยง่าย และนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะร่างกายที่อ่อนแอจะยิ่งทำให้จิตใจดิ่งลงได้ง่ายขึ้น
  • เอ่ยปากขอความช่วยเหลือ: การบอกเล่าความรู้สึกกับคนที่พร้อมจะรับฟังโดยไม่ตัดสิน หรือการยอมรับความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ จากครอบครัวและเพื่อนสนิท จะช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวลงได้
  • สร้างกิจวัตรประจำวันใหม่ทีละเล็กทีละน้อย: ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ค่อยๆ ปรับตารางชีวิตประจำวันและเป้าหมายระยะสั้นในแต่ละวัน เพื่อช่วยให้สมองค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่

การสูญเสียคู่ชีวิตคือหนึ่งในบาดแผลทางใจที่ลึกที่สุดในชีวิตมนุษย์ หากรู้สึกว่าความเศร้านั้นหนักหนาเกินกว่าจะแบกรับไว้คนเดียว การเดินไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัดไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือหนทางในการดูแลตัวเองและเป็นการแสดงความรักต่อชีวิตที่เหลืออยู่ เพื่อวันหนึ่งเราจะสามารถยิ้มให้กับความทรงจำดีๆ ที่เคยมีร่วมกันได้อีกครั้ง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down