เวลาที่คนไข้มานั่งคุยกับหมอที่ห้องตรวจแล้วรู้ว่าตัวเองต้องได้รับการฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกราน ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก สิ่งแรกที่มักจะเห็นในแววตาคือความกังวลและความกลัวต่อผลข้างเคียง หมอเข้าใจดีเลยว่าการรักษาด้วยรังสีเปรียบเสมือนดาบสองคม ด้านหนึ่งคือเครื่องมือสำคัญในการจัดการกับเซลล์มะเร็ง แต่อีกด้านหนึ่งก็มักจะส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อปกติที่อยู่รอบข้างด้วย วันนี้หมอเลยอยากมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าเราจะเจออะไรบ้าง และจะดูแลตัวเองอย่างไรดีเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการฉายรังสีบริเเวณนี้
ผลกระทบช่วงแรกที่มักเจอระหว่างการรักษาและช่วงสัปดาห์แรกๆ
ในช่วงที่กำลังรับการฉายรังสีต่อเนื่อง เซลล์ในร่างกายที่มีการแบ่งตัวเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเซลล์มะเร็งหรือเซลล์เยื่อบุผิวปกติ จะเริ่มได้รับผลกระทบจากพลังงานรังสี ทำให้เรามักจะเริ่มเห็นอาการผิดปกติเหล่านี้ได้ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่สองหรือสามของการรักษา
ปัญหาเรื่องการขับถ่ายและระบบทางเดินปัสสาวะที่ต้องเจอ
เนื่องจากกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ส่วนปลายอยู่ในรัศมีของการฉายรังสี คนไข้หลายคนจะมีอาการปัสสาวะบ่อย รู้สึกแสบขัดเหมือนเวลาเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือบางคนอาจจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลว ปวดมวนท้องร่วมด้วย อาการเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าโรคแย่ลงนะครับ แต่เป็นผลจากการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณนั้นโดยตรง
การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังบริเวณที่โดนรังสี
ผิวหนังตรงช่วงสะโพก ท้องน้อย หรืออวัยวะเพศ จะเริ่มมีอาการแดงคล้ายคนตากแดดจัดๆ แห้ง ลอก หรือบางทีก็คันยิบๆ ยิ่งถ้ารังสีโดนบริเวณที่มีขน ขนก็จะค่อยๆ ร่วงหล่นไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดามากในการรักษานี้
ปัญหาเรื้อรังที่อาจตามมาหลังจากจบคอร์สการรักษาไปแล้ว
พอจบคอร์สการฉายรังสีแล้ว หลายคนคิดว่าทุกอย่างจะจบลงทันที แต่ในความเป็นจริง เนื้อเยื่อบริเวณอุ้งเชิงกรานอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวที่เรียกว่าพังผืด ซึ่งทำให้การทำงานของอวัยวะเปลี่ยนไปจากเดิม
ช่องคลอดตีบตันและปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์ในผู้หญิง
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หมออยากชวนคุยตรงๆ เพราะผู้ป่วยหญิงหลายคนไม่กล้าถาม การฉายรังสีจะทำให้เนื้อเยื่อในช่องคลอดแห้ง ขาดความยืดหยุ่น และเกิดพังผืดทำให้ช่องคลอดตีบแคบลง ซึ่งนอกจากจะมีผลต่อการมีเพศสัมพันธ์แล้ว ยังทำให้เวลาหมอต้องตรวจภายในติดตามอาการกลายเป็นเรื่องที่เจ็บและยากลำบากขึ้นด้วย
ปัญหาลำไส้อุดตันเรื้อรังและเลือดออก
บางครั้งเนื้อเยื่อลำไส้ที่โดนรังสีสะสมนานเข้าจะเปราะและเกิดแผลได้ง่าย ทำให้มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ หรือในรายที่เป็นมาก ผนังลำไส้จะหนาตัวและเกิดพังผืดดึงรั้งจนทำให้ลำไส้ตีบตัน กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องระวัง
เคล็ดลับการดูแลตัวเองและการปรับพฤติกรรมระหว่างฉายรังสี
การเตรียมตัวและดูแลตัวเองให้ถูกวิธีช่วยลดความรุนแรงของอาการเหล่านี้ลงไปได้เยอะมาก หมอมีคำแนะนำหลักๆ ดังนี้ครับ
- ดื่มน้ำเปล่าให้มากๆ: เพื่อช่วยลดการระคายเคืองในกระเพาะปัสสาวะและช่วยขับของเสีย
- เลือกกินอาหารย่อยง่าย: หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของหมักดอง หรือกากใยสูงมากๆ ในช่วงที่ท้องเสียจากการฉายรังสี
- ดูแลผิวหนังให้แห้งสะอาด: หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ที่มีน้ำหอมแรงๆ ทาโลชั่นตามแพทย์แนะนำ และสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อนุ่มที่ไม่เสียดสี
- ใช้แท่งขยายช่องคลอดตามแพทย์สั่ง: สำหรับผู้หญิง การหมั่นใช้เครื่องมือขยายช่องคลอดตามคำแนะนำของพยาบาลหรือแพทย์อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันภาวะช่องคลอดตีบตันได้ดีที่สุด
สัญญาณเตือนแบบไหนที่ต้องรีบมาหาหมอก่อนนัด
แม้ว่าอาการข้างเคียงหลายอย่างจะเป็นเรื่องที่พอคาดเดาได้ แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ห้ามรอจนถึงวันนัดเด็ดขาด ให้รีบมาโรงพยาบาลทันที
- ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสดจำนวนมาก หรือมีไข้สูงหนาวสั่นร่วมด้วย
- ปวดท้องรุนแรงมาก ท้องอืดแน่น ท้องผูกสลับท้องเสียจนผายลมไม่ออก
- ปัสสาวะไม่ออกเลย ปวดเบ่งแต่ไม่มีปัสสาวะไหลออกมา หรือมีเลือดปนในปัสสาวะเยอะ
- แผลที่ผิวหนังบริเวณฉายรังสีมีหนองไหล แตกเป็นแผลเปิด หรือปวดแสบปวดร้อนมากจนนอนไม่หลับ
สุดท้ายนี้ หมออยากบอกว่าการฉายรังสีอุ้งเชิงกรานอาจจะทำให้ช่วงเวลานั้นของชีวิตค่อนข้างท้าทายและเหนื่อยล้า ทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ถ้าเราเข้าใจกลไก รู้จักสังเกตอาการ และร่วมมือกับทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด เราก็จะสามารถผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ด้วยกันครับ มีอะไรสงสัยหรือกังวลตรงไหน ถามหมอได้ตลอดเวลาเลยนะครับ