คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจเคยเจอ หรือกำลังกังวลใจอยู่ใช่ไหม เมื่อได้ยินเสียงลูกน้อยหายใจมีเสียงแปลกๆ ดังครืดคราดบ้าง เสียงหวีดแหลมๆ บ้าง โดยเฉพาะเวลาหายใจเข้า หรือเวลาที่ลูกร้องไห้ ดูเหมือนไม่ค่อยสบาย แต่ก็ยังคงกินนมได้ เล่นได้ตามปกติ เลยอดสงสัยไม่ได้ว่าเสียงที่ได้ยินนั้นคืออะไรกันแน่ เป็นอันตรายต่อลูกไหม หรือเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับเด็กเล็กๆ หลายคน
เสียงหายใจที่ว่านี้ อาจเป็นสัญญาณของ "ภาวะกล่องเสียงและหลอดลมอ่อนตัวแต่กำเนิด" ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็ก ไม่ต้องตกใจไปนะครับ เพราะภาวะนี้ส่วนใหญ่มักไม่อันตราย และดีขึ้นได้เองเมื่อลูกโตขึ้น แต่การทำความเข้าใจและสังเกตอาการเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
เสียงแปลกๆ เวลาลูกหายใจ คุณพ่อคุณแม่กำลังสงสัยอะไรอยู่?
ในฐานะที่คุณหมอพบเจอคุณพ่อคุณแม่ที่กังวลกับเรื่องนี้บ่อยครั้ง อยากชวนมาทำความรู้จักกับภาวะกล่องเสียงและหลอดลมอ่อนตัวอย่างละเอียดกัน เพื่อคลายความกังวลและให้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
ภาวะกล่องเสียงและหลอดลมอ่อนตัวแต่กำเนิด คืออะไรกันแน่?
ชื่ออาจจะฟังดูยากไปสักหน่อย แต่ลองนึกภาพง่ายๆ แบบนี้
'กล่องเสียงอ่อนนุ่ม' (Laryngomalacia) คือแบบไหน?
ภาวะกล่องเสียงอ่อนนุ่ม เป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มความผิดปกติของทางเดินหายใจส่วนบนในเด็ก โดยเฉพาะช่วงอายุ 2 สัปดาห์ถึง 2 เดือน ภาวะนี้เกิดจากส่วนของกล่องเสียง โดยเฉพาะส่วนบนๆ ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนฝาปิดกล่องเสียง (epiglottis) และกระดูกอ่อนของกล่องเสียง ยังอ่อนนิ่มกว่าปกติ ทำให้เวลาหายใจเข้า กระดูกอ่อนเหล่านี้จะยุบตัวลงไปปิดกั้นทางเดินหายใจบางส่วน ทำให้เกิดเสียงหวีด หรือเสียงครืดคราด
'หลอดลมอ่อนตัว' (Tracheomalacia) มีลักษณะอย่างไร?
ส่วนภาวะหลอดลมอ่อนตัวนั้น เกิดจากผนังของหลอดลม ซึ่งโดยปกติจะมีลักษณะเป็นกระดูกอ่อนคล้ายห่วง ที่ช่วยให้หลอดลมคงรูปอยู่ได้ แต่ในเด็กที่มีภาวะนี้ ผนังหลอดลมจะอ่อนนิ่มกว่าปกติ ทำให้หลอดลมยุบตัวแฟบลงมาได้ง่าย โดยเฉพาะเวลาหายใจออกหรือเวลาไอ ภาวะนี้อาจจะเกิดร่วมกับกล่องเสียงอ่อนนุ่ม หรือเกิดแยกกันก็ได้ แต่พบได้น้อยกว่ากล่องเสียงอ่อนนุ่ม
ทำไมลูกน้อยบางคนถึงเป็นภาวะนี้ตั้งแต่เกิด?
ภาวะกล่องเสียงและหลอดลมอ่อนตัวเป็นภาวะ "แต่กำเนิด" หมายถึงเป็นมาตั้งแต่เกิด สาเหตุที่แท้จริงยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดในทุกกรณี แต่เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของพัฒนาการของกระดูกอ่อนบริเวณกล่องเสียงและหลอดลมที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ หรือมีความผิดปกติของเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล่องเสียงและหลอดลม
- กล่องเสียงอ่อนนุ่ม: สันนิษฐานว่าเกิดจากความผิดปกติของกระดูกอ่อนบริเวณกล่องเสียงที่ยังไม่แข็งแรงพอ หรืออาจเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล่องเสียง ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นทำงานไม่ประสานกัน
- หลอดลมอ่อนตัว: มักเกี่ยวข้องกับการพัฒนาของกระดูกอ่อนที่สร้างเป็นผนังหลอดลม ซึ่งอาจอ่อนแอเกินไป หรือมีรูปร่างผิดปกติ ทำให้หลอดลมไม่สามารถคงรูปได้ดี
สังเกตอาการลูกรัก: เสียงหายใจแบบไหนที่บ่งบอกถึงภาวะนี้?
อาการเด่นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่มักสังเกตเห็นได้คือเสียงหายใจที่ผิดปกติ
เสียงครืดคราด เสียงหวีด: ฟังให้ดีว่าเสียงเป็นแบบไหน
- เสียงหวีดแหลม (Stridor): เป็นเสียงเด่นของภาวะกล่องเสียงอ่อนนุ่ม มักจะเกิดเวลาลูกหายใจเข้า เสียงจะดังขึ้นเมื่อลูกร้องไห้ ตื่นเต้น กินนม หรือนอนหงาย
- เสียงหอบครืดคราด (Wheezing/Rhonchi): อาจพบในภาวะหลอดลมอ่อนตัว เสียงมักจะดังขึ้นเวลาหายใจออก หรือเวลาที่ลูกไอ
- ความถี่ของอาการ: อาการมักจะเริ่มต้นเมื่อลูกอายุประมาณ 2-4 สัปดาห์ และมักจะพีคที่สุดในช่วงอายุ 6-8 เดือน ก่อนจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองเมื่อลูกอายุประมาณ 12-18 เดือน
นอกจากเสียงแล้ว มีอาการอื่นร่วมด้วยไหม?
ในกรณีที่อาการรุนแรง หรือมีภาวะอื่นร่วมด้วย อาจพบอาการเหล่านี้ได้
- หายใจลำบาก หายใจเหนื่อย หอบ
- อกบุ๋ม ชายโครงบุ๋ม เวลาหายใจ
- น้ำหนักขึ้นช้า หรือกินนมได้น้อย เพราะหายใจลำบากขณะกิน
- ตัวเขียว โดยเฉพาะช่วงริมฝีปากหรือปลายมือปลายเท้า
- สำลักนมบ่อย
เมื่อไหร่ที่คุณพ่อคุณแม่ควรกังวล? สัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปหาหมอ
แม้ส่วนใหญ่ภาวะนี้ไม่อันตราย แต่มีบางกรณีที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะรุนแรง
- ลูกหายใจหอบเหนื่อยมาก จนเห็นอกบุ๋ม ชายโครงบุ๋มชัดเจน
- ริมฝีปาก หรือปลายมือปลายเท้าเริ่มมีสีเขียวคล้ำ (Cyanosis)
- หายใจมีเสียงดังมากผิดปกติ หรือเสียงหายใจดังขึ้นเรื่อยๆ
- ลูกดูอ่อนเพลีย ซึม ไม่เล่น หรือร้องไห้ไม่มีเสียง
- กินนมได้น้อยมาก น้ำหนักไม่ขึ้น หรือน้ำหนักลด
- หยุดหายใจเป็นช่วงๆ
คุณหมอจะวินิจฉัยภาวะนี้ได้อย่างไร?
คุณหมอจะเริ่มต้นจากการซักประวัติอย่างละเอียด และตรวจร่างกายลูกน้อย ฟังเสียงหายใจ หากสงสัยภาวะนี้ คุณหมออาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีที่เรียกว่า "การส่องกล้องตรวจกล่องเสียงและหลอดลมแบบยืดหยุ่น" (Flexible Laryngoscopy/Bronchoscopy) ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยและแม่นยำที่สุดในการยืนยันการวินิจฉัย และยังช่วยแยกแยะภาวะอื่นๆ ที่อาจมีอาการคล้ายกันได้
แล้วจะดูแลลูกที่มีภาวะนี้ได้อย่างไร? หายเองได้ไหม หรือต้องรักษา?
ข่าวดีคือ ภาวะกล่องเสียงและหลอดลมอ่อนตัวส่วนใหญ่มักจะดีขึ้นเองได้เมื่อลูกโตขึ้น โดยไม่ต้องรับการรักษาใดๆ
ส่วนใหญ่แล้ว ภาวะนี้มักจะดีขึ้นและหายไปได้เอง
กระดูกอ่อนของกล่องเสียงและหลอดลมจะค่อยๆ แข็งแรงขึ้นตามธรรมชาติเมื่อลูกมีอายุประมาณ 1-2 ปี ทำให้ทางเดินหายใจเปิดกว้างขึ้น และเสียงหายใจที่ผิดปกติก็จะค่อยๆ หายไปเอง สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คือ การเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และปรึกษาคุณหมอเป็นประจำ
กรณีที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ หรืออาจต้องได้รับการผ่าตัด
ในบางกรณีที่อาการรุนแรง เช่น หายใจลำบากมาก หอบเหนื่อย ตัวเขียว หรือน้ำหนักไม่ขึ้น คุณหมออาจพิจารณาการรักษาที่เหมาะสม เช่น
- การให้ยา: เช่น ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร หากพบว่ามีการไหลย้อนของกรด (GERD) ร่วมด้วย เพราะกรดอาจทำให้กล่องเสียงบวมและอาการแย่ลงได้
- การดูแลแบบประคับประคอง: เช่น การจัดท่านอนที่เหมาะสม (ยกหัวเตียงให้สูงเล็กน้อย หรือนอนคว่ำภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด) และระมัดระวังเรื่องการสำลัก
- การผ่าตัด: หากอาการไม่ดีขึ้น หรือรุนแรงมากจนส่งผลกระทบต่อการหายใจและพัฒนาการ คุณหมออาจพิจารณาการผ่าตัดเล็กๆ เพื่อปรับรูปร่างของกล่องเสียงให้เปิดกว้างขึ้น (Supraglottoplasty) หรือในกรณีที่รุนแรงมากๆ อาจต้องมีการใส่ท่อช่วยหายใจชั่วคราว
คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกน้อยที่มีภาวะนี้ที่บ้านได้อย่างไร?
- จัดท่าทางให้เหมาะสม: ลองจัดท่านอนโดยยกศีรษะลูกให้สูงขึ้นเล็กน้อย อาจช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น
- หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น: เช่น ควันบุหรี่ หรือฝุ่นละออง ที่อาจทำให้ทางเดินหายใจระคายเคือง
- ป้อนนมอย่างระมัดระวัง: หากลูกมีอาการสำลักง่าย ควรป้อนนมช้าๆ แบ่งมื้อย่อยๆ
- เฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด: จดบันทึกความถี่และความรุนแรงของเสียงหายใจ หรืออาการอื่นๆ เพื่อบอกคุณหมอในการนัดครั้งถัดไป
- ไปพบแพทย์ตามนัด: การติดตามอาการกับคุณหมออย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้คุณหมอประเมินพัฒนาการและอาการของลูก
เข้าใจและมั่นใจ: ก้าวผ่านภาวะนี้ไปพร้อมกับลูกรัก
ภาวะกล่องเสียงและหลอดลมอ่อนตัวแต่กำเนิด อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกกังวลใจในช่วงแรก แต่สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจกับภาวะนี้อย่างถ่องแท้ และรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะปรึกษาคุณหมอ
จำไว้ว่า ลูกน้อยของคุณไม่ได้อยู่คนเดียวในการเผชิญภาวะนี้ คุณหมอและทีมแพทย์พร้อมที่จะดูแลและให้คำปรึกษาเสมอ ขอให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจในสัญชาตญาณของตัวเอง และหากมีข้อสงสัยหรือไม่สบายใจเมื่อไหร่ อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที เพื่อให้ลูกรักเติบโตอย่างแข็งแรงสมวัย