เวลาที่พูดถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างโรคหนองใน คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงอาการปัสสาวะแสบขัดหรือมีหนองไหลออกมาจากอวัยวะเพศเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้ว เชื้อแบคทีเรียตัวร้ายนี้ไม่ได้จำกัดพื้นที่อยู่แค่เฉพาะบริเวณอวัยวะเพศเท่านั้น เพราะพวกมันโปรดปรานเยื่อบุผิวที่อ่อนนุ่มและมีความชื้นเป็นพิเศษ ซึ่งรวมถึงเยื่อบุในช่องปาก ลำคอ และทวารหนักด้วยเช่นกัน
ในคลินิก หมอมักจะเจอคนไข้หลายคนที่มาด้วยอาการเจ็บคอเรื้อรัง รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย หรือมีอาการระคายเคืองที่ทวารหนักโดยคิดว่าเป็นแค่ริดสีดวงทวาร แต่เมื่อตรวจอย่างละเอียดกลับพบว่าเป็น การติดเชื้อหนองในนอกระบบสืบพัน บริเวณช่องปากและทวารหนัก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอายและเป็นสิ่งที่เราควรทำความเข้าใจอย่างถูกต้องเพื่อการดูแลรักษาที่ตรงจุด
เมื่อเชื้อหนองในไม่ได้อยู่แค่ที่เดิม: สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
เชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของโรคหนองในมีชื่อว่า ไนซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria gonorrhoeae) เชื้อชนิดนี้ติดต่อผ่านการสัมผัสกับสารคัดหลั่งที่มีเชื้อโดยตรง ดังนั้น การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก (Oral Sex) หรือการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก (Anal Sex) โดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัยป้องกัน จึงเป็นเส้นทางหลักที่นำพาเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่เยื่อบุในช่องปาก ลำคอ หรือทวารหนักได้อย่างง่ายดาย
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการใช้น้ำยาบ้วนปากหลังมีเพศสัมพันธ์ทางปากจะช่วยฆ่าเชื้อได้ แต่ในความจริงแล้ว น้ำยาบ้วนปากทั่วไปไม่สามารถกำจัดเชื้อหนองในที่ฝังลึกอยู่ในเนื้อเยื่อลำคอได้เลย
สังเกตอาการเตือน: แบบไหนที่กำลังบอกว่าติดเชื้อที่คอหรือทวารหนัก?
ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของการติดเชื้อในบริเวณเหล่านี้คือ อาการมักจะไม่แสดงออกมาชัดเจน หรือบางครั้งก็คล้ายคลึงกับอาการเจ็บป่วยทั่วไปจนทำให้ละเลยไป
สัญญาณเตือนในช่องปากและลำคอ
การติดเชื้อที่ลำคอส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดงใดๆ เลยถึงร้อยละ 90 แต่หากมีอาการ อาจรู้สึกดังนี้:
- เจ็บคอเรื้อรัง รู้สึกระคายเคืองคอคล้ายกับจะเป็นหวัดตลอดเวลา
- กลืนน้ำลายหรือกลืนอาหารแล้วรู้สึกเจ็บ
- เมื่อส่องกระจกดูจะพบว่าผนังลำคอมีลักษณะแดง หรือมีต่อมทอนซิลบวมแดงโต
- บางรายอาจมีต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอโตและกดเจ็บร่วมด้วย
สัญญาณเตือนที่บริเวณทวารหนัก
สำหรับอาการที่ทวารหนัก บางคนอาจคิดว่าเป็นเพียงแค่อาการริดสีดวงกำเริบหรือท้องเสียธรรมดา แต่หากเป็นการติดเชื้อหนองใน มักจะมีอาการเฉพาะตัวดังนี้:
- รู้สึกคันหรือระคายเคืองรอบๆ รูทวารหนัก
- มีมูกใสหรือมูกปนหนองสีเหลืองหรือเขียวซึมออกมาจากทวารหนัก
- รู้สึกปวดเบ่งเวลาขับถ่าย หรือรู้สึกเหมือนถ่ายอุจจาระไม่สุด
- มีเลือดปนออกมากับอุจจาระหรือติดกระดาษชำระ
ทำไมการตรวจหาเชื้อในบริเวณนี้ถึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ?
หากไปตรวจสุขภาพทั่วไปหรือแม้แต่การตรวจปัสสาวะหาเชื้อหนองในตามปกติ ผลการตรวจอาจจะออกมาเป็นลบ ทั้งที่มีเชื้อซ่อนอยู่ในคอหรือทวารหนัก นั่นเป็นเพราะว่าเชื้อหนองในในแต่ละตำแหน่งไม่สามารถเดินทางข้ามมาปนในปัสสาวะได้
ดังนั้น หากมีประวัติการทำออรัลเซ็กส์หรือมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักและมีอาการผิดปกติ ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบตรงๆ เพื่อที่จะได้ทำการป้ายเชื้อ (Swab) จากในลำคอหรือทวารหนักไปตรวจหาเชื้อด้วยวิธี PCR ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงที่สุดในปัจจุบัน
ขั้นตอนการรักษาและการดูแลตัวเองให้หายขาด
ข่าวดีก็คือ โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่หมออยากเน้นย้ำอย่างรุนแรงว่า ห้ามซื้อยามากินเองเด็ดขาด เนื่องจากเชื้อหนองในในปัจจุบันมีอัตราการดื้อยาสูงมาก การกินยาปฏิชีวนะไม่ครบขนาดหรือไม่ตรงกับสายพันธุ์นอกจากจะไม่หายแล้ว ยังทำให้เชื้อดื้อยาจนรักษายากขึ้นไปอีก
แนวทางการรักษามาตรฐานที่แพทย์มักใช้ประกอบด้วย:
- การฉีดยาปฏิชีวนะเข้ากล้ามเนื้อ ร่วมกับการทานยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่ง
- การพาคู่นอนมารับการตรวจและรักษาพร้อมกัน แม้ว่าคู่นอนจะไม่มีอาการใดๆ เลยก็ตาม เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำไปซ้ำมา
- งดการมีเพศสัมพันธ์ทุกช่องทางอย่างน้อย 7 วันหลังการรักษาเสร็จสิ้น และจนกว่าอาการจะหายไปทั้งหมด
ป้องกันอย่างไรให้ปลอดภัยและสบายใจทั้งสองฝ่าย
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อโดยตรง ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้:
- สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก
- การใช้แผ่นยางอนามัย (Dental Dam) สำหรับการทำออรัลเซ็กส์บริเวณอวัยวะเพศหญิงหรือทวารหนัก
- ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำทุกปี หรือทุกครั้งที่เปลี่ยนคู่นอนใหม่
ร่างกายของเราทุกส่วนมีความสำคัญเท่ากันหมด การติดเชื้อนอกระบบสืบพันธุ์ไม่ใช่เรื่องที่น่าอายหรือต้องเก็บไปกังวลอยู่คนเดียว หากรู้สึกมีความผิดปกติเกิดขึ้น การเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างตรงไปตรงมาคือทางออกที่ดีที่สุด เพื่อสุขภาพที่ดีและชีวิตรักที่ปลอดภัยในระยะยาว