แผลมีเนื้อตายสีดำๆ ทำไมหมอถึงรีบควักออก ไม่ปล่อยไว้ให้หลุดเอง?
เวลาที่คนไข้มาที่คลินิกแล้วมีแผลเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นแผลเบาหวาน แผลกดทับ หรือแผลอุบัติเหตุ สิ่งหนึ่งที่หมอต้องตรวจดูอย่างละเอียดคือพื้นแผล หากพบว่ามีเนื้อเยื่อสีดำ สีน้ำตาลเข้ม หรือเนื้อเหลืองๆ ที่ดูเปียกชื้นเกาะอยู่ หมอจะแนะนำให้ทำการตัดแต่งออกทันที คำว่า การตัดแต่งเนื้อตายและการกำจัดเนื้อเยื่อที่เสียหาย หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า Debridement อาจฟังดูน่ากลัวและเจ็บปวด แต่จริงๆ แล้วนี่คือขั้นตอนสำคัญที่สุดที่จะช่วยชีวิตผิวหนังส่วนที่เหลือและทำให้แผลหายสนิทได้เร็วขึ้นครับ
ลองนึกภาพตามง่ายๆ ว่าแผลที่มีเนื้อตายฝังอยู่ ก็เหมือนกับมีซากขยะชิ้นใหญ่ขวางทางอยู่กลางถนน ต่อให้เราพยายามหายาดีแค่ไหนทาลงไป ยาก็ไม่มีทางซึมเข้าไปรักษาเซลล์ข้างใต้ได้ เพราะติดกำแพงเนื้อตายกั้นไว้แถมยังเป็นแหล่งรวมตัวชั้นดีของแบคทีเรีย ยิ่งปล่อยไว้นาน แผลก็ยิ่งลุกลามและเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือดได้
เนื้อตายหน้าตาเป็นแบบไหน และทำไมร่างกายถึงกำจัดเองไม่หมด?
เนื้อตายเกิดจากการที่เซลล์บริเวณนั้นขาดเลือดไปเลี้ยงอย่างรุนแรง จนเซลล์ตายลง กลายเป็นเนื้อเยื่อที่ไม่มีชีวิต ชีพจรหรือความรู้สึกตรงนั้นจะหายไป โดยทั่วไปเนื้อตายจะมีลักษณะหลักๆ ดังนี้
- Eschar (เอสชาร์): เนื้อตายแห้งๆ แข็งๆ มักมีสีดำหรือน้ำตาลเข้ม เกาะติดแน่นกับก้นแผล พบได้บ่อยในแผลกดทับลึกๆ
- Slough (สลาฟ): เนื้อตายเปียก มีสีเหลือง ขาว หรือเทา ลักษณะนิ่มๆ เละๆ ปนหนอง มักพบในแผลที่มีการติดเชื้อร่วมด้วย
แม้ว่าร่างกายจะมีกระบวนการย่อยสลายเนื้อเยื่อที่ตายแล้วตามธรรมชาติ แต่หากแผลมีขนาดใหญ่หรือร่างกายอ่อนแอ ระบบภูมิคุ้มกันจะทำงานไม่ทัน ปล่อยให้เนื้อตายเหล่านี้กลายเป็นเกราะคุ้มกันแบคทีเรีย หมอจึงต้องเข้าไปช่วยเร่งกระบวนการนี้ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ เพื่อเปลี่ยนแผลเรื้อรังให้กลับมาเป็นแผลสดที่พร้อมสร้างเนื้อเยื่อใหม่
วิธีจัดการเนื้อเยื่อที่เสียหายมีแบบไหนบ้าง เจ็บมากไหม?
การกำจัดเนื้อตายไม่ได้มีแค่การใช้มีดตัดอย่างที่หลายคนเข้าใจผิดนะครับ หมอจะมีวิธีประเมินตามความเหมาะสมของแผลและความทนทานของคนไข้ ดังนี้
- การตัดแต่งด้วยเครื่องมือ (Sharp Debridement): เป็นวิธีที่นิยมที่สุดเพราะเห็นผลไวที่สุด หมอจะใช้กรรไกรและมีดผ่าตัดคมๆ ค่อยๆ เลาะเนื้อตายออก จุดเด่นคือเลือกตัดเฉพาะส่วนที่ตายได้แม่นยำ ส่วนใหญ่บริเวณเนื้อตายจะไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึก คนไข้จึงมักไม่ค่อยเจ็บอย่างที่คิด ยกเว้นกรณีที่ต้องเลาะใกล้เนื้อดี หมอจะมีการฉีดยาชาเฉพาะที่ให้ก่อนเสมอ
- การใช้สารเคมีหรือเอนไซม์ (Enzymatic Debridement): เป็นการทายาที่มีส่วนผสมของน้ำย่อยโปรตีนลงไปบนแผล เพื่อช่วยย่อยสลายเนื้อตายให้หลุดลอกออกมาเอง เหมาะกับแผลที่เนื้อตายไม่หนามากหรือคนไข้ที่ไม่สามารถทนการผ่าตัดเล็กได้
- การใช้วิธีธรรมชาติของร่างกาย (Autolytic Debridement): ใช้แผ่นปิดแผลชนิดพิเศษที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นและน้ำเหลืองของร่างกายเราเอง ให้เอนไซม์ตามธรรมชาติในร่างกายค่อยๆ ย่อยเนื้อตายออกอย่างนิ่มนวล เหมาะกับแผลที่ไม่มีการติดเชื้อรุนแรง
ดูแลแผลอย่างไรต่อ หลังจากผ่านขั้นตอนทำความสะอาดเนื้อตายแล้ว
เมื่อเรากำจัดสิ่งกีดขวางออกไปจนหมดแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือแผลสดที่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคกลับมาซ้ำเติมอีก ขั้นตอนการดูแลตัวเองที่บ้านและที่คลินิกหลังจากนี้จึงสำคัญมาก
- รักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด: ล้างแผลด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เช็ดแผลโดยตรง เพราะจะไปทำลายเนื้อเยื่อดีที่กำลังงอกใหม่
- กินอาหารโปรตีนสูง: ร่างกายต้องใช้บล็อกอาคารอย่างโปรตีนในการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ไข่ขาว เนื้อปลา และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน คือกุญแจสำคัญที่ทำให้แผลตื้นและปิดสนิทไวขึ้น
- สังเกตสัญญาณเตือนการติดเชื้อ: หากแผลเริ่มบวมแดงร้อน มีหนองไหลออกมามากกว่าเดิม มีกลิ่นเมี๊ยน หรือคนไข้มีไข้สูงร่วมด้วย ควรรีบกลับมาให้หมอตรวจซ้ำทันทีก่อนที่เชื้อจะลามลึก
การอดทนผ่านขั้นตอนการตัดแต่งเนื้อตาย อาจทำให้รู้สึกกังวลใจในตอนแรก แต่เชื่อหมอเถอะครับว่านี่คือการเคลียร์พื้นที่เพื่อให้ร่างกายได้เริ่มต้นซ่อมแซมตัวเองใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ แผลที่เคยดูน่ากลัวจะค่อยๆ สร้างเนื้อชมพูเรื่อขึ้นมาทดแทน และหายสนิทได้ในที่สุดครับ